1. คุณเป็นใคร และกลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ยังไง?

ผมชื่อเกมครับ เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนนึงที่เครียดจากงาน
ผมต้องการหาเพื่อนพูดคุยเพื่อระบายความเครียด จนบังเอิญได้เข้ามาในคอมมูนิตี้ของชี้ดาบ และได้พบกับพี่ ๆ น้อง ๆ คนอื่น ผ่านไปประมาณสี่เดือน พี่อาร์มี่ก็ทักมาชวนเข้าทีมเขียนแบบงง ๆ

ซึ่งเราก็เล่นตัวเก่งซะด้วยสิ เลยตอบตกลงไปทันที แบบไม่คิดไรเลย 555555555

2. ในฐานะที่เป็นแฟนคลับหรือนักอ่านมาก่อน พอต้องมาเป็นคนเขียนหนังสือ
ด้วยตัวเองจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้าง? แล้วหลังเขียนมองหนังสือหรือการเล่าเรื่อง
ของชี้ดาบเหมือนหรือต่างจากเดิมมั้ย?

ต้องบอกว่าตื่นเต้นมากกกกกก ผมไม่รู้ว่ามันนับเป็นความฝันมั้ย แต่สมัยก่อนตอนผมยังเด็ก ๆ เวลาไปงานหนังสือ ก็จะเห็นผู้คนต่อคิวขอลายเซ็นนักเขียนแถวยาวเป็นกิโล ก็ได้แต่คิดขำ ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งได้มาแจกลายเซ็นแบบนี้บ้างก็คงดี แต่มันก็ดูไกลเกินเอื้อมและเป็นไปไม่ได้

พอมาถึงวันนี้ วันที่กลายเป็นนักเขียนและกำลังจะได้ทำตามสิ่งที่เด็กน้อยคนนั้นเคยคิด มันก็รู้สึกแปลก ๆ บอกไม่ถูก คงเป็นความสุขที่ยากจะลืมครั้งนึงเลยล่ะครับ

ผมไม่ได้มองการเล่าเรื่องของชี้ดาบต่างจากเดิมมากนัก ยังคงมองว่าเป็นการเล่าที่สนุก อ่านง่าย และเป็นมิตรกับผู้อ่าน เพียงแต่ผมก็ได้เข้าใจว่ามากขึ้นว่า การเล่าในแบบของชี้ดาบ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใคร ๆ ก็จะทำได้ กว่าจะเขียนออกมาให้มีความเป็นกันเอง สนุกสนาน อ่านง่าย กระชับ ก็ใช้เวลาพอสมควร อาจเป็นเพราะวิธีการเล่าของผมกับชี้ดาบเองก็แตกต่างกันพอสมควร ตอนเขียนเลยต้องใช้เวลาในการปรับจูนสักหน่อย

3. ตอนที่รู้ว่าเคาะโจทย์ “การลื่นล้มทางความเชื่อ” เป็นธีมหนังสือเล่มนี้ รู้สึกยังไงบ้าง? และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ของตัวเองมาเล่า?

รู้สึกว่ามันคือหัวข้อที่ดีที่สุดแล้ว และเรื่องของนักเขียนคนอื่น ๆ ก็ดีมาก พอนำมารวมกันแล้วมันมีความกลมกล่อมมาก ๆ ก็ดีใจครับที่สุดท้ายแล้วไม่ได้เขียนเรื่อง******* เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็คงเครียดกันทั้งคณะ

(บก. : ขอสงวนหัวข้อที่ไม่ได้ใช้ไว้ก่อน เผื่อมีใครอยากเอาไปเขียนในอนาคต 5555)

ความจริงแล้ว เรื่องของผมคาบเกี่ยวในหลาย ๆ หัวข้อ อีกทั้งผมรู้สึกว่า ถ้าจะเล่าเรื่องไหนในช่วงเวลานี้ของชีวิต ผมควรจะเล่าเรื่องนี้มากที่สุด มันคือเรื่องที่ผมเพิ่งผ่านพ้นผจญกับปัญหาที่เจอไปมาไม่นานนัก ผมได้ผ่านการตกตะกอนและได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันพอสมควร เป็นช่วงเวลาที่ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไปที่จะนำมาเล่า และเชื่อว่าคงจะมีประเด็นทางสังคมให้พูดถึงกันพอสมควร กับอาชีพที่สังคมไม่ได้ให้การยอมรับมันขนาดนั้น จึงน่าสนใจที่จะเล่าเรื่องนี้ครับ

4. หลังจากได้เขียนออกมาแล้ว ได้ตกตะกอนเพิ่มขึ้น หรือพบเจออะไรใหม่ ๆ ในเรื่องนั้นรึเปล่า ที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน?

จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าการที่ผมได้มาเขียนเรื่องนี้ มันช่วยให้การตกตะกอนของผมมันสมบูรณ์มากขึ้น ผมเข้าใจถึงความหมายของมันอย่างแท้จริงจากการเขียนบทสุดท้าย จากเดิมที่ภาพคำตอบมันยังไม่ชัดเท่าไร แต่ในตอนนี้มันกลับช่วยให้ผมกระจ่างและชัดเจนมากขึ้น

เหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่พอมาประกบแล้วทำให้ภาพเสร็จสมบูรณ์
ซึ่งทุกคนจะได้รู้ความหมายในสิ่งที่ผมพบเจออยู่แล้วในหนังสือ ลองไปอ่านกันดูได้ครับ

5. สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการสร้างหนังสือเล่มนี้คืออะไร?

ขอโทษนะครับ แต่ผมว่าการติดต่อสื่อสารกับพี่เจมยากที่สุดแล้วครับ 555555555555555

ผมเข้าใจและไม่กล่าวโทษใด ๆ พี่เจมทั้งสิ้น ผมรู้ว่าพี่งานเยอะ

แต่ผมขอยืนยันคำตอบว่า ติดต่อและคุยกับพี่เจมยากที่สุดครับ 55555555555

6. สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้จากงานชิ้นนี้คืออะไร?

ระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ตลอดจนการเขียนและการขายเล่มนี้สิ้นสุดลง ผมว่าช่วงเวลาเหล่านี้ มันคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดจากงานชิ้นนี้ไปแล้ว

มันคือช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าและหน้าแปลก รวมตัวกันโดยที่บางคนก็ยังไม่เคยพบเจอกันมาก่อน ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน แต่กลับรู้สึกอบอุ่นและได้รับพลังงานดี ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน

การได้ทำงานกับทุกคนตลอดระยะเวลาตรงนี้คือสิ่งที่มีค่ามากๆ และช่วงเวลาตรงนี้ยังให้เรา ต่างได้ตกผลึกกับความคิดของตัวเอง เรียนรู้และรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น
หากให้เลือก ช่วงเวลานี้คงมีค่าและมีความหมายกับผมมากที่สุดครับ

7. คาดหวังว่าคนอ่านจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?

ผมว่าใครก็ตามที่ได้อ่าน สิ้นสุดทางเชื่อ จะเริ่มหันมองกลับไปยังสิ่งที่ตัวเองเชื่อลึกๆในจิตใจ และกล้าที่จะสิ้นสุด กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และก้าวผ่านมันไปได้

หรือหากใครที่ยังหาความเชื่อเหล่านั้นไม่เจอ ผมก็ภาวนาขอให้ทุกคน ได้พบเจอกับความเชื่อที่มันกัดกินในใจทุกคน แล้วก้าวผ่านมันไป เช่นเดียวกับพวกเราให้ได้ครับ