“Matrix” คือหนึ่งในคำที่ได้ยินบ่อยมากจากพี่เจม เจ้าของสำนักพิมพ์และนายทุนที่ออกเงินให้พวกเราทำหนังสือ
ตั้งแต่ในพอดแคสต์ที่แกทำ การชวนคุยกับคนที่บูทงานหนังสือ จนกระทั่งในการขายงานของพวกเรา พี่เจมบอกว่าไอเดียที่เราเสนอไปนั้น ตรงกับเรื่อง Matrix ที่แกสนใจพอดี
แล้ว Matrix มันคืออะไรวะ?
สำหรับผมที่อายุปริ่ม ๆ มาแตะเลข 3 ในช่วงทำหนังสือเล่มนี้พอดี Matrix คือภาพยนตร์สุดล้ำในวัยเด็ก ที่มีฉากพระเอกหงายหลังหลบกระสุน
สำหรับน้องอีกคนที่นั่งฟังอยู่ด้วยในประชุมสาย มันคือเลข ม.5 ที่หนูกำลังตบตีกับมันอยู่เลยค่ะพี่
แล้วก็มีน้องอีกคน ที่บอกว่ามันคือเพลงไก่ย่าง เวอร์ชั่น ยิงไม่โดน ยิงไม่โดน ปิ้วๆ
.
.
จุดเริ่มต้นของไอเดียนี้ ถูกตั้งชื่อเป็นตุ๊กตาไว้ก่อนทีแรกว่า “Trust Issue” หรือที่แปลประมาณว่า ถูกทำให้มีปม สร้างความไม่ไว้วางใจจากอะไรบางอย่าง
ซึ่งตอนเด็ก ๆ เราเจอสิ่งเหล่านี้กันโคดตรเยอะเลย ไม่ว่าจะทำอะไร ผู้ใหญ่ก็จะบอกว่า “อย่าทำแบบนี้นะ” ไม่อย่างนั้นจะโดนนั่น จะเจอนี่ จะเกิดอะไรสักอย่างกับเรา
พอโตขึ้น เราก็เข้าใจว่าเป็นกุศโลบายในการทำให้เด็กอยู่ในกรอบในลู่ทางอย่างง่ายที่สุดเมื่อยุคนั้น แต่พอปัจจุบันเราพบว่า เด็กสมัยนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นกันแล้ว เขากล้าที่จะตั้งคำถาม และต้องการคำอธิบายที่มันเมคเซ้นส์ ส่วนเราที่กำลังจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องหาคำอธิบายให้เด็กรุ่นต่อไป ก็ต้องกลับมาตั้งคำถามให้ตัวเองว่า
“มันมีวิธีที่ดีกว่านั้นมั้ย ที่จะสอนเด็กให้โตมาด้วยดี โดยไม่ต้องโกหก”
เพราะบางครั้ง คำโกหกบางคำ มันก็ฝังลึกลงไปในใจเขา แล้วมันไม่ได้แก้กันได้ง่าย ๆ เหมือนเปลี่ยนหลอดไฟ หรือบางครั้งต่อให้เขาเปลี่ยนความเชื่อนั้นได้ แต่ก็อาจจะแลกมาซึ่งความเชื่อใจที่มีต่อคนที่เขารัก แล้วลามไปถึงใครต่อใครอีกก็ได้
หลังจากแจกโจทย์ไปว่า ลองหยิบเอาเรื่องที่เชื่อตั้งแต่เด็กมาเล่า ว่าพอโตขึ้นมา เราลื่นล้มทางความเชื่อกันไปยังไงบ้าง แล้วมันส่งผลยังไงต่อตัวเรา ทุกคนก็กลับไปคิดหัวข้อเรื่องของตัวเอง
ซึ่งมันขยายความออกไปไกลกว่าเรื่อง ชี้รุ้งแล้วต้องเอามาจิ้มตูด ห้ามอมข้าวเดี๋ยวได้แฟนแก่ หรือร้องไห้เสียงดังแล้วจะมีคนมากินตับ มาจับตัวไป แต่มันกลายเป็นการกระเทาะเปลือกชีวิตของหลาย ๆ คน แล้วพาไปสู่จุดเปลี่ยนที่ใหญ่เกินภาพแรกในจินตนาการของผมมาก
เลยลองไปขายพี่เจม จนกระทั่งได้รับคำตอบว่า
“พี่ชอบไอเดียนี้ มัน Matrix ดี”
พอเขียนเรื่องจบ เข้าสู่กระบวนการผลิตให้มันเป็นเล่ม เราก็ต้องมาเคาะชื่อหนังสือกัน แล้วก็โยนไอเดียกันมากมาย โจทย์ของเราคือ เชื่อมโยงคอนเซ็ปต์เดิมของเรา ให้เข้ากับคำว่า Matrix ของพี่เจม โดยคีย์เวิร์ดคือ การออกจากกรอบ ทลายกำแพง หรือปีนหนีออกมาจากกรงที่ถูกสร้างขึ้น การตื่นรู้จากความเชื่อเดิม ๆ อะไรทำนองนั้น จนออกมาเป็น
แหกเมทริกซ์ พลิกความเชื่อ.. (ช่วงประชุมตอนนั้น หอแต๋วแตกน่าจะกำลังเข้าโรง)
เมทริกซ์จ๋าพี่ลาก่อน.. (อันนี้มาไงจำไม่ได้)
พังกระโดดกำแพง.. (ไปเวย์หิวอาหารจีนซะแล้ว)
คนตื่นทัน.. (อาจารย์เบียร์มาทำไมๆ)
มิติที่ห๊ะ?..(รูหนอน Interstellar แต่เปลี่ยนเป็นเสียงสั้น)
มิติที่ฮึ?..(ดัดมาจากข้างบนนิดนึง)
อันสุดท้ายนี่แหละ แม่งเกือบโดนโหวตละ
คือมันก็ไม่มีอะไรผิดหรอก เราตื่นขึ้นมาทันก่อนที่จะจมดิ่งหรือหลงทางไปมากกว่านี้ กระโดดข้ามกำแพงออกมาจากความเชื่อเก่า ๆ หรือเริ่มรู้สึก “ห๊ะ” “ฮึ” สงสัย เอะใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมที่อาศัยอยู่ ตรงตามโจทย์เลยล่ะ
แต่ใครจะซื้อวะ ชื่อหนังสือแบบนี้ 555555555+
จากที่นั่งคุยกัน 2-3 คน เราแชทหา โทรตามสมาชิกทุกคน ใครว่าง มาช่วยกันระดมสมองหน่อย ซึ่งทุกคนก็มาทั้งที่ไม่ว่างนั่นแหละ แต่ทีมนี้มันบ้าพลังกันสุด ๆ ทำงานอย่างอื่นไปด้วย ประชุมไปด้วย มีคนนอกเรื่อง มีคนพากลับเข้าเรื่อง มีคนโยนอะไรดิบ ๆ แปลก ๆ มากองรวมกัน แล้วก็มีคนคอยสกัดสิ่งที่อยู่ในไอเดียดิบเหล่านั้น ให้กลายเป็นอะไรขึ้นมาได้
จนในที่สุด พวกเราก็ได้ชื่อ “สิ้นสุดทางเชื่อ”
“เห้ย ดีนะเนี่ย สิ้นสุดทางเชื่อ ผ่านเลย พี่เคาะ … ทำปก ออกแบบฟ้อนท์ แล้วช่วยกันคิดคำขยายเลย”
พี่เจมตอบ หลังจากพวกเราส่งไอเดียชื่อหนังสือไปประมาณ 20 อัน (ก็คือทั้งหมดที่เขียนไปข้างบนนั่นแหละ เอาประดับไป โดยที่ลุ้นไปด้วยว่าพี่เจมจะเลือก มิติที่ฮึ? รึเปล่า)
และนั่นก็คือจุดกำเนิดที่แท้จริง ของหนังสือภายใต้ชื่อทีม “พังเรนเจอร์” ในรอบ 5 ปี ที่ทุกคนกำลังจะได้เจอกันเร็ว ๆ นี้ ไม่ว่าจะพรีออร์เดอร์ทางเว็บไซต์ หรือเจอกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปลายเดือนมีนาที่จะถึงนี้
ครั้งต่อไป เราจะมาทำความรู้จักกับนักเขียนแต่ละคนกัน จะมีใครที่น่าสนใจกันบ้าง โปรดติดตาม
แล้วเจอกันครับ

