หากจะพูดถึงใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์นี้แบบ ‘ครบวงจร’ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คำหล้า สมาชิกที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักวาดพเนจร เธอคือคนที่ร่วมลงเสาเข็มตั้งแต่วันที่ทีมยังเป็นเพียงไอเดียฟุ้งๆ จนถึงวันที่ตัวอักษรตัวสุดท้ายถูกส่งเข้าโรงพิมพ์

ในโปรเจกต์นี้ คำหล้าไม่ได้แค่จับพู่กันวาดภาพประกอบที่สวยงามอย่างที่เธอถนัด แต่เธอยังยอมก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองเพื่อมาสวมหมวก ‘นักเขียน’ ที่ต้องต่อสู้กับภาษาและความกลัวในใจ 1 ใน 2 นักเขียนสาวของเราคนนี้ต้องพบเจออะไรบ้างระหว่างทาง และอะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งที่เคยไม่กล้าแสดงฝีมือ กล้าที่จะประกาศว่า ‘วันนี้ฉันเขียนหนังสือออกมาได้แล้วนะ’ … ไปอ่านเรื่องราวของเธอกันเลย
.
.
1. คุณเป็นใคร และกลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ยังไง?

คำหล้าค่ะ เป็นนักวาดพเนจรและนักอ่านที่ผ่านมา

รู้สึกว่าตีมพังเป็นอะไรที่ถูกพูดถึงน้อยมากในสังคม ส่วนใหญ่เราจะเชิดชูถึงความสำเร็จ ฮาวทูเเก้ปัญหา เเต่เราไม่ได้เข้าใจปัญหาจริงๆ

พอเจอโปรเจคนี้ พร้อมกับเจอบก. เลยสาดความคิดยำรวมกัน แล้วก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ทั้งร่วมเขียน แล้วก็วาดภาพประกอบด้วยค่ะ

2. ในฐานะที่เป็นแฟนคลับหรือนักอ่านมาก่อน พอต้องมาเป็นคนเขียนหนังสือ
ด้วยตัวเองจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้าง? แล้วหลังเขียนมองหนังสือหรือการเล่าเรื่อง
ของชี้ดาบเหมือนหรือต่างจากเดิมมั้ย?

พอมาเป็นนักเขียนเอง เริ่มเข้าใจคนเขียนที่เราไปเร่งให้เขาออกเล่มใหม่เเล้วค่ะ 555

มันก็กดดันอยู่นะว่าไม่ได้ แต่มันก็สนุกมากเช่นกัน ความรู้สึกผ่านตัวอักษร ถ้าไม่ลองใครจะรู้ถูกไหม หลังเขียนรู้สึกว่ายังมองการเล่าเรื่องของชี้ดาบเหมือนเดิม แต่อรรถรสมากขึ้น

3. ตอนที่รู้ว่าเคาะโจทย์ “การลื่นล้มทางความเชื่อ” เป็นธีมหนังสือเล่มนี้ รู้สึกยังไงบ้าง? และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ของตัวเองมาเล่า?

ยาก เพราะหล้าคือคนที่เติบโตมากับอะไรเก่า ๆ โบราณ ๆ และมีความเชื่อเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลึกลับ สังคม ค่านิยม ขนบธรรมเนียม

ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้หรอ การจะเข้าถึงและรู้จักหล้าได้ ก็คงต้องเริ่มที่ความกลัว ซึ่งนำไปสู่ความเชื่อ เลยเลือกจะเขียนหนึ่งในเรื่องความกลัวที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นก็คือการเข้ามากรุงเทพฯ ครั้งแรกค่ะ

สำหรับหล้ามองว่าสิ่งที่หล้าเจอ มันคือสิ่งเริ่มต้นของทุกคน เพียงเเต่เราจะจับทางได้ไหม หล้าจับทางได้เเละเเก้มัน เเต่เเก้ยังไงนั้น มาอ่านตอนของหล้าในหนังสือได้เลยค่ะ

4. หลังจากได้เขียนออกมาแล้ว ได้ตกตะกอนเพิ่มขึ้น หรือพบเจออะไรใหม่ ๆ ในเรื่องนั้นรึเปล่า ที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน?

หลังจากเขียนเสร็จ หล้ารู้สึกเหมือนเข้าใจตัวเองมากขึ้นเเละทำให้ได้โฟกัสกับสิ่งที่ผ่านมา ข้อดีคือทำให้หล้าเป็นหล้าทุกวันนี้ ข้อเสียคือ..ไม่ หล้าสปอยล์ไม่ได้ 55555

ในส่วนที่พบเจออะไรใหม่ ๆ หล้าเจอโจทย์ใหม่ที่เข้ามาในชีวิตเยอะมาก หวังว่าเราจะได้พบกันอีก อาจจะเล่มถัดไปไหมนะ หรืออาจจะเจอหล้าในเรื่องมิติลึกลับสักที่ (ยิ้ม)

5. สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการสร้างหนังสือเล่มนี้คืออะไร?

ภาษาค่ะ หล้าเป็นพวกเล่าเรื่องด้วยเสียงมากกว่า เพราะชอบให้เห็นภาพ พอเป็นเขียนก็ถือว่ายาก เเต่มันคือความท้าทายใหม่ที่หล้าได้เรียนรู้เเละโดนบก.ตบจนเข้ารอย

6. สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้จากงานชิ้นนี้คืออะไร?

การได้ชนะตัวเองเเละได้ทำสิ่งที่เคยลั่นวาจาไว้

มันมาจากที่หล้าอยากมีหนังสือสักเล่มที่มีชื่อหล้าอยู่ เเละทุกคนรักมันในเเบบที่มันเป็น นอกจากมีชื่อยังมีภาพที่หล้าวาดอีก มันเกินความคาดหมายของเด็กคนนึงมากๆ

อีกอย่าง หล้ากลัวที่จะเเสดงฝีมือตัวเองไม่ว่าการวาดหรือการเขียน หล้าเป็นคนพูดไม่ชัด ใช้คำไม่ถูก แต่วันนี้หล้าเขียนหนังสืออกมาได้เเล้วนะ มันมีค่าต่อหล้ามากเลยล่ะ

7. คาดหวังว่าคนอ่านจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?

ความสนุก การได้ตกผลึกสิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่าชีวิต มันไม่มีสูตรตายตัวเลยค่ะ ชีวิตมันบิดเบี้ยว เป็นเนินเป็นหลุมตามใจโชคชะตามาก เเต่นั้นเเหละค่ะ คือความสนุก อีกอย่างคือความอุ่นใจ ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันเเล้ว ก็มีเราที่เดินไปพร้อมกัน พังไปพร้อมกัน เเละเชื่อไปพร้อมกันนะ

.
.

เพราะชีวิตไม่มีสูตรตายตัว มันอาจจะบิดเบี้ยว เป็นเนิน เป็นหลุม หรือพังทลายลงบ้างในบางวัน แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ที่เรียกว่า “ความสนุก” ของการมีชีวิตอยู่

คำหล้าทำให้เราเห็นว่า ต่อให้เราจะกลัวหรือเดินหลงทางอยู่ในความเชื่อไหน แต่อย่างน้อยในหนังสือเล่มนี้ ก็ยังมีเพื่อนร่วมทางที่พร้อมจะพังไปพร้อมกัน เชื่อไปพร้อมกัน และเติบโตไปพร้อมๆ กัน

ขอบคุณคำหล้าที่มาแชร์ความเปราะบางที่งดงามให้เราฟัง… แล้วคุณล่ะ พร้อมจะออกเดินทางไปเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองหรือยัง? แล้วพบกันใหม่ใน EP ถัดไปจะเป็นใคร คุณผู้อ่านติดตามกันดีๆครับ