1. คุณเป็นใคร และกลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ยังไง?

ชื่อ อาร์มี่ ครับ เป็น Communication Artist รู้จักพี่เจมผ่านรุ่นน้องที่เป็นแฟนหนังสือชี้ดาบ เคยทักไปคุยกับพี่เจมเมื่อหลายปีก่อนว่า

ผม :โควิดลงปอด ผมจะตุยแล้วว
พี่เจม : ถ้ารอดมาได้ก็เอาเรื่องนี้มาเขียนหนังสือกับพี่ได้นะ

(ที่จริงพี่เจมพูดดีกว่านี้ แต่อันนี้เล่าแบบย่อ ๆ 5555+)

หลังจากนั้น ก็ไม่มีโอกาสได้ร่วมงานจริง ๆ หรือพูดคุยกันบ่อยเท่าไหร่

จนผ่านไปเกือบ 5 ปี ในที่สุดก็ถึงวันที่วนกลับมาเจอพี่เจมที่งานหนังสือ แล้วแกเอ่ยปากว่า อยากชวนกลุ่มคนในด้อมให้ลองมาเขียนหนังสือกันดู พร้อมบอกว่า “พี่ให้อาร์มี่เป็น บ.ก. นะ”

นับจากวันนั้น ผมก็ยังไม่ได้นอนอิ่ม ๆ อีกเลย

2. ในฐานะที่เป็นแฟนคลับหรือนักอ่านมาก่อน พอต้องมาเป็นคนเขียนหนังสือ
ด้วยตัวเองจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้าง? แล้วหลังเขียนมองหนังสือหรือการเล่าเรื่อง
ของชี้ดาบเหมือนหรือต่างจากเดิมมั้ย?

รู้สึก ปิ๊งป่อง! 555 คือในฐานะที่เป็นคนทำงานด้านการเล่าเรื่องเหมือนกัน เคยพยายามแกะวิธีการเล่าของพี่เจม ว่าทำไมถึงทำให้คนไม่ชอบอ่านหนังสือ ชอบสิ่งที่แกเขียนได้

จนพอได้มาอ่านโพยข้อสอบจริง ๆ ว่าสิ่งที่เคยสงสัย พี่เจมคิดมาแล้วและตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ด้วย มีที่มาที่ไป ไม่มีอะไรมั่ว ทั้งการตัด การเรียบเรียงเนื้อหา การจัดหน้าหรือบรรทัด ที่ทำให้เราเห็นจังหวะของการเล่าได้ดีกว่าหนังสือทั่วไป

อาจจะไม่ได้เปลี่ยนมุมมอง แต่ถือว่ามองได้ลึกขึ้นแล้วกัน และกล้าพูดแทนได้เต็มปากว่า ถึงบางอย่างมันจะดูเลอะเทอะผุพังตามคาแร็กเตอร์คนในสำนักพิมพ์นี้อยู่บ้าง แต่ไม่มีพื้นที่ไหนบนหน้ากระดาษ ที่ทำโดยดูถูกคนอ่านเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

3. ตอนที่รู้ว่าเคาะโจทย์ “การลื่นล้มทางความเชื่อ” เป็นธีมหนังสือเล่มนี้ รู้สึกยังไงบ้าง? และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ของตัวเองมาเล่า?

ที่จริงเราขายพี่เจมไปหลายไอเดีย โดยมีทั้งอันที่คิดมาแต่แรกว่าอยากเขียน แล้วก็อันที่คิดมาแบบมั่ว ๆ ลวก ๆ แล้วตั้งใจใส่ไป เผื่อว่าพอวางไอเดียห่วย ๆ เทียบแล้ว ไอเดียที่เราอยากเขียนจะดูน่าเลือกมากขึ้น

ซึ่งพี่เจมก็เลือกไอเดียแรกของพวกเราจริง ๆ

(ที่พี่เจมเขียนในเพจว่า หลอกว่าตรวจงานแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ได้อ่าน ผมถือว่าหายกันนะครับ)

ตอนโจทย์ผ่าน เราตั้งใจช่วยหาเรื่องของน้อง ๆ แต่ละคนก่อน บางคนมีเรื่องที่ตรงกับโจทย์แค่เรื่องเดียว บางคนมีหลายเรื่องแต่ต้องเลือกว่าอันไหนน่าสนใจกว่า อันไหนไม่ซ้ำคนอื่น หรือบางคนไม่มีเลย ก็ต้องช่วยขุด

สุดท้ายเหตุผลที่เลือกเล่าเรื่องตัวเองออกมาในมุมนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องจริง รู้สึกจริง ก็คงเพราะคิดว่าน่าจะเป็นมุมที่เติมเต็มช่องโหว่ที่เหลือของหนังสือที่ยังไม่มีใครเขียนด้วย

4. หลังจากได้เขียนออกมาแล้ว ได้ตกตะกอนเพิ่มขึ้น หรือพบเจออะไรใหม่ ๆ ในเรื่องนั้นรึเปล่า ที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน?

ถ้าในแง่มุมมองที่มีต่อเรื่องนี้ อาจจะเพราะเพิ่งตกตะกอนกับตัวเองเสร็จไปก่อนจะมาเขียนไม่นาน ความคิดก็เลยค่อนข้างนิ่งแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก แต่รู้สึกว่า ได้เห็นวิธีการเล่าเรื่องของตัวเองที่หลากหลายมากขึ้น เพราะเขียนแล้วลบเริ่มใหม่ไป 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดเรื่องสนุก ๆ ในหัวให้ออกไปให้คนอื่นสนุกด้วยอยู่ครับ

5. สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการสร้างหนังสือเล่มนี้คืออะไร?

เราว่าเป็นการสู้กับอะไรที่เราไม่รู้ เช่น ขั้นตอนก่อนจะส่งโรงพิมพ์ เราต้องเตรียมไฟล์ให้ตรงตามเงื่อนไขต่าง ๆ เยอะมาก ซึ่งพอไม่เคยทำ มันเลยเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองต้องรีเช็คอะไรก่อนส่งบ้าง ตอนนี้ยังขาดหรือตกหล่นอะไรไป พอทำไอ้ที่คิดว่าเรียบร้อยแล้วส่งไป สุดท้ายก็ยังมีสิ่งที่ผิดอยู่ดี

แต่มองว่าเป็นความท้าทายในแง่ที่สนุกและโชคดีที่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับทีมนี้ และหวังว่าเราที่เก่งขึ้นจากงานนี้ จะทำให้เล่มต่อ ๆ ไป มันดีกว่าเดิม แล้วก็อยากเก็บรวบรวมสิ่งที่เรียนรู้ไว้เป็นประโยชน์กับน้อง ๆ ที่จะมาทำโปรเจ็กต์อื่นต่อไป ไม่ได้มองว่าปัญหาที่เจอมันทำให้เรารู้สึกแย่อะไร

6. สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้จากงานชิ้นนี้คืออะไร?

ค่ากาแฟ กว่าจะจบเล่มนี้ได้ หมดไปเยอะโคตร 5555

คือตั้งแต่ตอนเขียน ตอนจัดหน้า หลายขั้นตอนที่ต้องใช้สมาธิ อยู่บ้านมันก็เปื่อย ไหล โฟกัสไม่นิ่ง หรือบางทีอยู่อุดอู้เกินมันก็คิดไม่ออก เลยต้องออกไปหาที่นั่งทำงานข้างนอกตลอด จากคนไม่ค่อยกินกาแฟ ตอนนี้จบโปรเจ็กต์ มีบัตรสมาชิกร้านกาแฟ 3 ร้านแล้ว

7. คาดหวังว่าคนอ่านจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?

ไม่เลย ผมว่าผมได้รับพลังงานและบทเรียนที่มาเติมให้ตัวเองเพียงพอแล้วจากการอยู่กับมันมา 4-5 เดือน เงินค่าพิมพ์ผมก็ไม่ได้เป็นคนออก เพราะฉะนั้น ถ้ามันจะขายได้มากได้น้อย ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านมามันเสียเปล่าอะไร

คุณจะรู้สึกเห็นด้วยหรือเห็นต่าง จะชอบเรื่องของใครเป็นพิเศษมากน้อยกว่าของใคร หรือจะเอาสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ไปใช้ยังไง เป็นสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่เลยครับ

แต่ถ้าจะเดินกลับมาหาที่บูธหนังสือ หรือทักมาเล่าให้ฟังว่าได้อะไรจากมัน ก็คงรู้สึกขอบคุณและยินดีครับ