จากคนที่ชีวิตประจำวันอยู่แต่กับหน้าจอสีดำ บรรทัดคำสั่ง และ Logic ที่ต้องเป๊ะ 100% ใครจะคิดว่าวันหนึ่ง “ท็อป” Software Engineer หนุ่มที่เชื่อในเหตุและผล จะตัดสินใจวางคีย์บอร์ดมาจับปากกาในฐานะสมาชิกทีม “พังเรนเจอร์”


สารภาพตรงนี้ว่าจุดเริ่มต้นไม่ได้หรูหราอะไรครับ ท็อปก็แค่ “แฟนหนังสือชี้ดาบ” ตัวยง จนกระทั่งได้เข้าไปจอยคอมมู “ชูโล่” แล้วจู่ ๆ ก็โดนพี่เจมชวนมาเขียนหนังสือเฉยเลย! จากคนอ่านสู่คนเขียนในโปรเจกต์ “สิ้นสุดทางเชื่อ” งานนี้ไม่มี Error Log ให้เช็ค มีแต่ความรู้สึกล้วน ๆ


ในบทสัมภาษณ์นี้ เราจะไปดูว่าคนสาย Tech ที่ต้องมาเจอกับโจทย์ “ความเชื่อ” เขาคิดอะไรอยู่? การ Debug ชีวิตตัวเองผ่านตัวหนังสือนั้นยากกว่าเขียน Code แค่ไหน? และทำไมเขาถึงเปรียบเทียบการถูกปลูกฝังตอนเด็กว่าเหมือนการ “เขียนโค้ดให้หุ่นยนต์”

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าชีวิตที่ใช้อยู่เหมือนถูกใครบางคน Config มาให้… ลองมาอ่านมุมมองของเขากันดูครับ

ไปอ่านกันเลยครับ


1. คุณเป็นใคร และกลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ยังไง?

ชื่อท็อปครับ เป็น Software Engineer เป็นแฟนหนังสือชี้ดาบคนนึงที่ตามพี่เจมมาได้ประมาณ 2 ปี จนมาเจอคอมมิวนิตี้ ชูโล่ แล้วพี่เจมก็เลยชวนมาเขียนครับ


2. ในฐานะที่เป็นแฟนคลับหรือนักอ่านมาก่อน พอต้องมาเป็นคนเขียนหนังสือ ด้วยตัวเองจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้าง? แล้วหลังเขียนมองหนังสือหรือการเล่าเรื่อง องชี้ดาบเหมือนหรือต่างจากเดิมมั้ย?

รู้สึกขอบคุณพี่เจมที่ให้โอกาส เป็นงานชิ้นแรกของผมที่ได้ทำอะไรแบบนี้ ภูมิใจที่มันจะได้ออกไปสู่มือของผู้อ่าน

และพอได้ลองเขียนจริง ๆ พบว่ามันยากมากนะ ตอนอ่านเราไม่ต้องรู้ว่าการจะทำงานชิ้นนึง มันต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง แต่พอเรามาเขียนเอง คิดหนักมากว่า ทำไงจะเรียบเรียงให้มันลื่นไหลที่สุด ให้มันเป็นงานศิลปะชิ้นนึง


3. ตอนที่รู้ว่าเคาะโจทย์ “การลื่นล้มทางความเชื่อ” เป็นธีมหนังสือเล่มนี้ รู้สึกยังไงบ้าง? และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ของตัวเองมาเล่า?

ตอนแรกคือ 50-50 เพราะมีหลายช้อยส์ แต่อันนี้ก็ไม่ยากไม่ง่ายเกินไป ที่จะหยิบมาเขียน พอได้โจทย์ก็นึกออกเรื่องนึง คือเอาการถูกปลูกฝัง ถูกเสี้ยมสอนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งทีแรกคล้าย ๆ กับอีกคนในทีม แต่พอเราเลือกตอนจบและแมสเสจที่ต่างกัน บวกกับลองผสมความคิดในสายงานของเราลงไป เปรียบเทียบว่าการป้อนข้อมูลของผู้ใหญ่ ให้เด็กต้องโตมาเป็นแบบนั้น แบบนี้ ก็เหมือนการเขียนโค้ดให้หุ่นยนต์หรืออะไรสักอย่าง ผลิตออกมาจากโรงงานเหมือน ๆ กันหมด เลยมาลงตัวที่อันนี้


4. หลังจากได้เขียนออกมาแล้ว ได้ตกตะกอนเพิ่มขึ้น หรือพบเจออะไรใหม่ ๆ ในเรื่องนั้นรึเปล่า ที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน?

พอได้เขียนแล้ว เหมือนได้ทบทวนว่ากว่าจะมาเป็นเราตอนนี้ ผ่านไรมาพอสมควรเลย ซึ่งบางเรื่องเราอาจจะไม่ต้องทำให้มันยากขนาดนั้นก็ได้

ก่อนหน้าที่จะเขียน เราไม่เคยนั่งทบทวนอะไรพวกนี้กับตัวเองเลย พอเขียนแล้วก็รู้สึกปลดล็อคอะไรได้เหมือนกัน

เราอาจจะเคยฟังคนอื่นแทบจะตลอดเวลา แต่พอมีคนมาฟังเรื่องของเราบ้าง มันก็พลิกไปเลย ทำให้กลับมาเชื่อในตัวเองมากขึ้น


5. สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการสร้างหนังสือเล่มนี้คืออะไร?

การเรียบเรียงเหตุการณ์ และการเปรียบเทียบคำ การทำให้มันต่อกันในแต่ละพาร์ท ให้

กระชับ แต่เข้าใจที่มาที่ไปและเข้าใจตัวละคร คือพวกงานทำเว็บ หรืองานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ เราก็ช่วยทีมด้วย แต่เป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว รู้สึกยากในมุมเขียนมากกว่า เพราะไม่เคยเขียนจริงจังแบบนี้เลย


6. สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้จากงานชิ้นนี้คืออะไร?

ได้ทำงานกับเพื่อน ๆ ในทีม ถึงจะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่รู้สึกว่าเราสนิทกันไวมากและเหมือนทำงานด้วยกันมานาน

รู้สึกว่าทุกคนเก่งมาก แล้วก็ดีใจที่พอได้มาทำหนังสือเล่มนี้ด้วยกัน ได้อ่านหรือได้ฟังในมุมที่เรายังไม่เคยฟังจากแต่ละคนด้วย


7. คาดหวังว่าคนอ่านจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?

อย่างน้อยผมว่าต้องได้ความเชื่อมั่นในตัวเองกลับมา อยากให้คนที่ฟังเสียงคนอื่น กลับมาฟังเสียงตัวเองมากขึ้น และดูแลรักษาความเป็นตัวเองมากขึ้น ไม่สูญเสียตัวตนตามสังคม

.

.

เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกผลิตซ้ำจากโรงงาน และชีวิตก็ไม่มี Source Code สำเร็จรูปที่ต้องทำตามใครไปตลอด


บทสัมภาษณ์นี้อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้เรากล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่ “เขาว่ากันว่า…” แล้วกลับมาฟังเสียงที่ดังอยู่ในใจตัวเองจริง ๆ ดูสักครั้ง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสูญเสียตัวตนไปตามกระแสสังคม


แล้วคุณล่ะครับ… วันนี้ได้ลองเงี่ยหูฟังเสียงตัวเองดูบ้างหรือยัง? แล้วพบกันใหม่ใน EP ถัดไปครับ