
พลังในการอยู่คนเดียว
สวัสดีครับ ผมศกร เกลียวสัมพันธ์ใจครับ ชื่อเล่นภูมิ ผมมีงานอดิเรกที่ผมรักมาก และมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว นั่นคือการเขียนหนังสือครับ และวันนี้ ผมอยากแบ่งปันเรื่องราวที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาจากหัวใจ
บางเรื่องแค่ได้เล่า...ใจก็เบาแล้ว
ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องถูก แค่อยากให้คุณเล่า
เรื่องของคุณสำคัญเสมอ ที่นี่มีที่ให้เสมอ

3
บทความ

สวัสดีครับ ผมศกร เกลียวสัมพันธ์ใจครับ ชื่อเล่นภูมิ ผมมีงานอดิเรกที่ผมรักมาก และมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว นั่นคือการเขียนหนังสือครับ และวันนี้ ผมอยากแบ่งปันเรื่องราวที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาจากหัวใจ

บทนำ ในห้วงเวลาที่โลกหมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ไม่เคยถูกจดจำในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ — เรื่องของชายหนุ่มที่ะบกับเทพแห่งกาลเวลาและหญิงสาวผู้ที่พบกับเทพแห่งความตายและการเดินทางเพื่อหาสิ่งที่พวกเค้าสงสัยตั้งแต่เกิดและพวกเค้าก็ได้พบกันในร้านเหล้าแห่งหนึ่งในทุกๆ 100 ปี การพบกันของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงเหตุบังเอิญ แต่มันคือ “การพบผ่าน” ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นพันธะผูกมัดที่ถูกสลักไว้ในสายลมแห่งกาลเวลาและจารึกไว้เหนือความตาย ในทุก ๆ ศตวรรษที่ผ่านไป พวกเขาจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เพื่อตอบคำถามที่ไม่มีคำตอบและเพื่อไขความลับของความเป็นอมตะได้รับมามันจะเป็นพรหรือคำสาปกันแน่ เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นแค่บทเล่าเรื่องรัก แต่มันคือการเดินทางผ่านกาลเวลา ความหวัง ความเจ็บปวด และความหมายของการ“มีชีวิตและค้นหาบางอย่าง” ที่แท้จริงที่พวกเค้าอยากรู้ ตอนนี้... ก็คงเป็นการเปิดนิยายเรื่องนี้และการพบผ่านครั้งล่าสุดกำลังจะเริ่มขึ้น.... (แก้วแรกของความทรงจำ) ร้านเหล้าเล็ก ๆ ในตรอกที่ไม่มีชื่อ ไฟสีส้มสลัว กับเสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าที่เหมือนกำลังจะตายแต่ยังดื้ออยู่ — มันคือที่เดิม ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้ ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมเดิม ใกล้ผนังที่ยังมีรอยขีดจากมีดพกของผมเมื่อร้อยปีก่อน แก้วเหล้าวางอยู่ตรงหน้า ควันบุหรี่คละคลุ้ง ผมจิบมันเบา ๆ เหมือนกำลังลองจำอะไรบางอย่าง — หรืออาจจะกำลังลืมบางอย่างเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น เธอเดินเข้ามาในชุดโค้ตขาว ผมยาวสีน้ำตาลเข้ม กับรอยยิ้มแบบที่ไม่มีใครยิ้มได้นอกจากเธอ "100 ปีแล้วนะ" เธอพูดเหมือนกำลังพูดว่าเมื่อวานฝนตกผมหัวเราะในลำคอ ยกแก้วให้เธอ "ยังไม่ชินกับเวลาบ้างเลยเหรอ ลิรา" เธอนั่งลงตรงข้าม จิบเหล้าในแก้วที่ผมสั่งไว้ให้ก่อนจะรู้ว่าเธอจะมา หรือจะไม่มา"ฉันตายไปหลายรอบแล้วในชาตินี้" เธอพูดเบา ๆ แต่เสียงมันชัดเจนเกินเหตุ "ฉันอยู่ตลอด จนมันเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรกันแน่ที่เรียกว่ามีชีวิต" เราไม่ได้พูดเรื่อง 'มัน' ตรง ๆ ไม่เคยพูดตรง ๆ ว่า 'ความเป็นอมตะ' คืออะไร เพราะพูดไปมันก็ไม่มีคำไหนอธิบายได้อยู่ดี เรามันแค่สองคนที่ไม่ตาย — หรืออาจจะตาย แต่ไม่ยอมรับแค่นั้นเองทำไมเทพแห่งกาลเวลาของฉันและเทพแห่งความตายจึงยังให้พวกเรามรชีวิตอยู่มานานแสนนานขนาดนี้ [บทที่ 1] - เลือดของพระจันทร์ 3,000 ปีก่อน ในอูรุค วิหารหินทรายสูงเสียดฟ้า เสียงสวดมนต์ดังจนทะลุแผ่นดิน ลิรา เป็นหญิงสาวที่ถูกเลือกให้บูชายัญเพื่อแลกพร 'ชีวิตนิรันดร์' ให้กษัตริย์ที่กำลังจะตาย แต่ก่อนที่มีดจะกรีดลงบนหน้าอกของเธอ ชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามา "หยุด! ฆ่าเธอไม่ได้!" — คาลิเอล นักรบจากชายแดนของอาณาจักร เขาตัดสินใจแลกชีวิตกับเธอ เลือดทั้งสองหยดลงบนแท่นบูชา แสงฟ้าฟาดลงกลางวิหาร คำสาปถูกปลุก ไม่ใช่พรแห่งชีวิตนิรันดร์ แต่คือบ่วงของกาลเวลา พวกเขาไม่ตาย แต่พวกเขาจะต้องแยกจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า และจะกลับมาเจอกันใหม่ทุก ๆ 100 ปี หลังจากเสียงฟ้าฟาดและประกายแสงแผ่กระจายทั่วทั้งวิหาร เสียงสวดมนต์ก็เงียบลงชั่วขณะ ราวกับธรรมชาติเองก็รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในชั่วพริบตา คาลิเอลยืนหอบหายใจ ใบหน้าซีดเซียว แต่ในดวงตากลับมีประกายเจิดจ้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ลิราหลับตาพริ้ม รู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างในกาย เธอรู้ว่านั่นไม่ใช่ความตาย แต่มันก็ไม่ได้เป็นชีวิตนิรันดร์ที่พวกเขาต้องการและอยากจะได้ “เรา... เราไม่ได้ตายใช่ไหม?” เสียงเธอสั่นพร่า “น่าจะ..ใช่” คาลิเอลตอบด้วยน้ำเสียงวิตก “แต่นี่คือคำสาป...คำสาปที่แยกเราออกจากกัน...แต่ก็ยังผูกพันเราไว้” ในวันที่โลกยังไม่เข้าใจเวทมนตร์และคำสาป เหล่าผู้คนในอูรุคเริ่มพูดถึงตำนานของสองวิญญาณที่ถูกพันธนาการด้วยเลือดพระจันทร์ เลือดที่ไหลออกมาจากแท่นบูชายัญกลายเป็นสัญลักษณ์ของชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ผ่านร้อยปี ผ่านพันปี แม้เวลาจะพรากพวกเขาไป แต่เมื่อพระจันทร์เต็มดวงในคืนที่ฟ้าสว่าง พวกเขาจะได้พบกันอีกครั้ง ครั้งแรกหลังคำสาปคือยุคที่อูรุคตกอยู่ในสงครามกลางเมือง คาลิเอลปรากฏตัวขึ้นในฐานะนักรบไร้พ่าย ส่วนลิรากลายเป็นแม่มดผู้พิทักษ์วิญญาณ ทั้งคู่กลับมาพบกันในคืนที่ฟ้าเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ “ลิรา… นี่คือชะตากรรมของเรา” คาลิเอลพูดเบาๆ “แม้ต้องจากกันอีกครั้ง ฉันจะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ” ลิราตอบด้วยรอยยิ้มเศร้า “เราจะต้องหาทางปลดปล่อยคำสาปนี้ให้ได้...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม” แต่ชะตากรรมกลับไม่ง่ายดาย ความเป็นอมตะที่ถูกสาปไม่ใช่พร หากแต่เป็นดาบสองคมที่คอยกรีดลึกลงในหัวใจของพวกเขา ในยุคถัดมา เมื่ออาณาจักรล่มสลายและมนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรมใหม่ คาลิเอลและลิราปรากฏตัวในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง เขาในฐานะนักรบผู้สาบสูญ ลิราในฐานะแม่มดผู้โศกเศร้า ทั้งสองคนยังคงตามหาวิธีปลดปล่อยคำสาปโดยใช้ความรู้และเวทมนตร์ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ใกล้จะสำเร็จ จะมีพลังบางอย่างจากดินแดนลึกลับที่คอยขัดขวางพวกเขาอย่างไม่ใยดี “มันเหมือนกับว่า มีใครบางคน หรือบางสิ่ง กำลังจับตามองเราอยู่” คาลิเอลพูดกับลิราในคืนหนึ่งที่ทั้งสองนั่งอยู่ใต้แสงพระจันทร์ด้วยความเซ็ง “ใช่...คำสาปนี้ไม่ใช่แค่คำสาปธรรมดา มันถูกสร้างขึ้นโดยพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด” ลิราตอบ “และเราต้องระวังให้มากที่สุดและคุณก็อย่าไปคิดทำอะไรโง่ๆด้วยฉันรู้นะว่าคุณศึกษามนดำหน่ะ” "ครับๆเข้าใจแล้วๆแต่ไหนๆก็ได้เจอกะนอีกมาใช้เวลาอันแสนสั่นนี้มีความสุขกันเถอะลิรา" เวลาผ่านไปจนถึงยุคกลางที่เต็มไปด้วยสงครามศาสนาและความขัดแย้งทางการเมือง คาลิเอลและลิราถูกแยกจากกันอีกครั้ง พวกเขาต่างต้องสวมบทบาทใหม่ ในฐานะนักบวชและนักรบผู้ถูกลืม “ครั้งนี้ ฉันจะไม่ยอมให้เธอจากไปง่ายๆ อีกแล้ว” คาลิเอลกระซิบในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ก่อนที่พวกเขาจะต้องพรากจากกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ในใจลึกๆ ของทั้งสองยังคงมีแสงแห่งความหวัง พวกเขาเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่ง คำสาปนี้จะถูกทำลาย และพวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้น [บทที่ 2] - โรมัน: ดาบ, ทราย, และการลืม แสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างห้องใต้ดินที่มืดมิดในคฤหาสน์ขุนนางโรมัน กลิ่นฝุ่นและทรายคละคลุ้งในอากาศ ทาสหญิงคนนั้นนั่งก้มหน้า หัวใจเธอสั่นระริกไม่ใช่เพราะความกลัวจากเจ้าของบ้าน แต่เพราะชายคนนั้น…ที่เธอไม่อยากจำ “ลูเซียส…” เสียงเขาเบา ๆ แต่หนักแน่น “เรารู้จักกัน...จากที่ไหนสักแห่ง...” หญิงสาวขมวดคิ้ว ย้อนสายตาไปที่ชายหนุ่มผู้ยืนตรงหน้าเธอ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยแผลเป็นที่บ่งบอกถึงชีวิตนักรบ “ลูเซียส? นายพูดเรื่องอะไร? ฉันไม่รู้จักนาย... ฉันไม่เคยรู้จักใครชื่อแบบนั้น” เขายิ้มบาง ๆ “จำไม่ได้ใช่ไหม? มันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง... ฉันจำเธอได้เสมอ แต่เธอลืมฉันทุกครั้ง ”ลูเซียส เคยเป็นนักรบแห่งเลเจียนโรมันผู้ไม่ยอมแก่ไม่ยอมตาย ตามคำสาปจากเลือดพระจันทร์ที่พันผูกชีวิตเขากับหญิงสาวคนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยชื่อ “ลิรา” แต่เวลาผ่านไป ทำให้ความทรงจำของเธอเลือนรางและกลายเป็นความฝันที่สลายไปเมื่อยามตื่น “นายบ้าหรือเปล่า?” เธอหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “นายรอดจากหอกทะลุหัวใจในสงครามที่แผ่นดินนี้เมื่อพันปีที่แล้ว แต่ตอนนี้นายดูเหมือนขี้เมาเก็บขยะมากกว่านักรบ” เขาไม่โต้ตอบ รู้ดีว่าไม่มีคำพูดใดจะเจาะผ่านกำแพงแห่งความทรงจำที่เธอสร้างขึ้นใหม่ได้ ค่ำคืนกรุงโรมลุกเป็นไฟ เสียงกรีดร้องและคำสาปแช่งก้องกังวานทั่วทั้งเมือง ลูเซียสยืนอยู่ในซากปรักหักพัง หัวใจยังคงแข็งแกร่งแม้จะโดนหอกทิ่มทะลุอก ความเจ็บปวดนั้นเหมือนเพียงแค่รอยขีดข่วน ลูเซียสหันมองไปยังทาสหญิงคนนั้น — ลูเซียสเห็นประกายแววตาที่แตกต่าง คราวนี้เธอกลับจำเขาได้ “ลูเซียส...” เสียงเธอสั่นเครือ “นาย...นายเป็นใคร?” “ฉันคือคนที่เคยปกป้องเธอ… ชีวิตของเราถูกพันธนาการด้วยคำสาปเลือดพระจันทร์” เขากระซิบ “และฉันจะไม่ยอมให้เธอจากไปอีกครั้ง” แต่ก่อนที่เธอจะได้ตอบ คมดาบก็พุ่งเข้ามา — แทงทะลุร่างกายเธอ ลูเซียสยกมือพยายามจะจับแต่ไม่ทัน เธอล้มลงอย่างเงียบงัน หายไปจากโลกนี้อีกครั้ง ในเถ้าถ่านและซากปรักหักพัง ลูเซียสนั่งอยู่กับร่างไร้วิญญาณของเธอ รู้สึกถึงความเศร้าและความว่างเปล่าที่ยิ่งใหญ่ แต่ในใจเขายังมีประกายแห่งความหวัง “สักวัน… เราจะหาทางทำลายคำสาปนี้ให้ได้” รุ่งสาง เขาลุกขึ้นอย่างไม่สนใจความเจ็บปวด เดินออกจากกรุงโรมที่ลุกไหม้ด้วยไฟและการลืม สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไหลผ่าน ลูเซียสรู้ดีว่าเขายังต้องเดินทางอีกยาวไกล ผ่านความเจ็บปวด การทรยศ และความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของอดีต แต่เขาก็ยังมีเป้าหมายเดียว — ค้นหาความจริง และเธอ ที่ไม่เคยเลือนหายไปจากหัวใจ [บทที่ 3] - ยุคกลาง: แม่มดกับนักล่า สายลมหนาวพัดผ่านแนวป่าทึบในยุคที่ไฟคือความศักดิ์สิทธิ์ และผู้หญิงที่พูดกับต้นไม้ถูกเรียกว่าแม่มด ในหมู่บ้านที่ถูกซ่อนจากแผนที่ เธอมีชื่อเรียกง่าย ๆ ว่า “แม่มดแห่งเทรเมียร์” ผู้ที่รักษาเด็กจากไข้ร้าย พูดกับสัตว์ และรู้วันฝนตกก่อนหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน เขาเข้ามาในฐานะนักล่า — หนึ่งในกลุ่มนักปราบปีศาจที่ถูกส่งโดยเจ้าชายของอาณาจักรเพื่อล้างบางสิ่งที่ 'ผิดธรรมชาติ' แต่ในวินาทีที่เขาเห็นเธอ ในวินาทีที่เธอหันมาสบตาเขา ทั้งคู่รู้กันและกันในทันที ไม่ใช่จากอดีตเมื่อวานนี้ ไม่ใช่จากคำร่ำลือ แต่จากความรู้สึกเก่าแก่ที่ฝังแน่นอยู่ในเลือดและกระดูก “เธอไม่ใช่ปีศาจ” เขาบอกกับหัวหน้าหน่วยล่า “แล้วเธอคืออะไร?” อีกฝ่ายถามด้วยความเคลือบแคลง เขาไม่ตอบ เพียงแค่ก้มหน้า แล้วปล่อยให้ทุกคนเห็นเพียงเถ้ากระดูกปลอมที่เขาทำขึ้นจากซากสัตว์ ในคืนนั้น เขาพาเธอหนีออกจากหมู่บ้าน ฝ่าป่า ฝ่าฝน และเสียงหมาป่าหอน จนไปถึงแหล่งน้ำใสกลางป่าที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ “เราจะอยู่ที่นี่” เขาบอก “นานแค่ไหน?” เธอถาม เขามองเธอแล้วตอบ “จนกว่าโลกจะลืมวิธีล่า” สองคนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ สอนกันและกันให้อยู่กับความสงบ สอนกันและกันให้อภัยโลก ทุกค่ำ เธอจะจุดเทียนไว้ข้างเตียง บอกว่ามันช่วยให้เธอไม่ฝัน แต่ในปีที่ 17 ฝันก็กลับมา เลือด... แสง... เสียงสวดมนต์จากวิหารโบราณ ลมหายใจของเธอเริ่มสั้นลงทุกคืน ดวงตาเริ่มเหม่อลอยราวกับมองเห็นภาพที่เขาไม่อาจสัมผัส “ฉันเห็นเขาอีกแล้ว...” เธอกระซิบในเช้าวันหนึ่ง “ใคร?” เขาถาม เธอสบตาเขา แล้วน้ำตาก็ไหล “เธอ...ในฉัน...ฉันจำได้แล้ว...ลิรา...” เขานิ่งงัน “แล้วฉันล่ะ?” “คาลิเอล” เธอยิ้มจาง ๆ “ครั้งนี้ฉันจำได้” นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอยิ้ม คืนต่อมา เธอหลับไปอย่างเงียบงัน ราวกับเสียงสวดมนต์ในความฝันได้พาเธอกลับไปยังที่ที่เธอเคยจากมา เขานั่งเฝ้าเธอจนแสงอาทิตย์ขึ้น แผ่นดินเงียบสนิทราวกับทั้งโลกหยุดหายใจ เขาขุดหลุมใต้ต้นโอ๊กใหญ่กลางป่า ฝังเธอไว้ด้วยมือเปล่า ไม่ปักป้าย ไม่ทิ้งร่องรอยเขาลุกขึ้น...มือเปื้อนดินและเลือดหัวใจ เดินออกจากป่าโดยไม่หันกลับมา เหมือนที่เขาเคยทำมาแล้วหลายครั้งเหมือนที่เขาอาจจะต้องทำอีกหลายครั้งในอนาคต แต่ลึกลงไป เขารู้ว่าเธอจะกลับมาและเขาจะจำเธอได้เสมอ [บทที่ 4] – ศตวรรษที่ 19: การทดลอง, ความรัก, และการลืมซ้ำ ลอนดอน, ค.ศ. 1889 — กลิ่นของน้ำมัน, เหล็กร้อน และหมอกพิษจากปล่องไฟลอยปกคลุมทั่วเมือง ในโรงงานอิฐเก่าแห่งหนึ่งที่ดัดแปลงเป็นห้องทดลองลับ มีหญิงสาวผมมัดขึ้นอย่างลวก ๆ กำลังเทของเหลวสีดำเข้าหลอดทดลองดร.เอวา คาร์เทอร์ เป็นนักเคมีผู้ท้าทายขอบเขตของชีวิตและความตาย เธอได้รับเงินทุนลึกลับจากชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าในที่สาธารณะ เขาเรียกตัวเองว่า เอลิอัส วอร์ด เอลิอัสปรากฏตัวในร่มเงาของบันไดเหล็ก เสมอด้วยหมวกสูงและถุงมือหนัง เสียงของเขาแหบต่ำ แต่เต็มไปด้วยพลังบางอย่างที่ไม่อาจอธิบาย ทุกครั้งที่เขาเดินเข้ามา เอวาจะเงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์ และจู่ ๆ หัวใจก็เต้นผิดจังหวะโดยไม่มีเหตุผล “เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า?” เธอถามเขาในเช้าวันหนึ่ง เอลิอัสยิ้ม — ไม่ใช่การยิ้มแบบมีความหวัง แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้คำตอบและเลือกที่จะไม่พูด “บางที...อาจเคยในฝัน” พวกเขาร่วมกันศึกษาทฤษฎีบ้าคลั่งหลายอย่างน้ำแข็งจากหุบเขาไซบีเรียที่เชื่อว่าเก็บพันธุกรรมโบราณเลือดของสัตว์ประหลาดจากมหาสมุทรใต้ตำนานเกี่ยวกับ ‘สารนิรันดร์’ ที่สามารถชะลอหรือแม้แต่หยุดยั้งความตาย เอวาเรียกมันว่า “Project Lira” เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกชื่อนั้น มันแค่...โผล่ขึ้นมาในหัว เหมือนชื่อที่คุ้นราวกับเคยเป็นของตัวเอง คืนหนึ่งขณะทำการทดลอง เธอทำของเหลวบางอย่างหกลงบนพื้น แสงประหลาดพุ่งออกจากหลอดแก้ว เสียงคล้ายสวดมนต์กระซิบในหู และทันใดนั้น — ความกลัวก็แล่นเข้ามา “เลือด... แสง... และเสียงสวด...” เธอพึมพำ มือสั่น ขาแข็ง เอลิอัสรีบเข้ามา “เธอจำได้หรือ?” แต่ก่อนที่เขาจะได้รับคำตอบ เครื่องกลที่อยู่ในห้องเริ่มร้อนเกินขีด เครื่องปั่นชีวภาพสั่นสะเทือน และแล้ว...ระเบิด ทั้งห้องทดลองพังทลายลงในพริบตา เพลิงไหม้เผาผลาญทุกอย่าง — สมุดบันทึก เครื่องแก้ว เอกสารทดลอง และเธอ เขามาถึงทันทีหลังจากนั้น — ในขี้เถ้า ในกลิ่นไหม้ ในหมอกของความพังทลาย แต่ไม่มีร่างเธอ มีแต่รอยเลือดที่หยดหายไปกับพื้นปูน และผ้าผืนเล็กที่ปักชื่อว่า “Eva” เขาเดินวนหานานหลายชั่วโมง บางทีหลายวันบางทีเขาไม่ได้หาศพเขาแค่หวังจะเจอ “ดวงตานั้น” อีกครั้ง ในที่สุด เขาเขียนบันทึกฉบับสุดท้ายลงในสมุดเล่มเก่า บันทึกที่ปกหน้าเขียนไว้เพียงว่า:“Lira – บทที่ 4” ก่อนจะปิดมัน เก็บใส่กล่องเหล็ก และทิ้งไว้ในห้องทดลองเงียบงันนั้น เอลิอัส วอร์ด หายไปจากเมืองลอนดอนในคืนนั้น ไม่มีใครพบเขาอีกเลย แต่เขาไม่ได้ตายเขาแค่เดินทางต่อไปยังที่ที่เธอจะกลับมาอีกครั้งอีกหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ [บทที่ 5] – ปัจจุบัน: ร้านเหล้า, ความเงียบ, และสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ร้านเหล้าเล็ก ๆ ที่หัวมุมถนนสายเก่าของเมืองที่ไม่มีใครจดจำชื่อโต๊ะไม้ขูดเป็นรอย เบาะหนังขาดตรงมุมมีไฟนีออนกระพริบ ๆ อยู่หน้าประตูเพลงบลูส์เบา ๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่ามาจากลำโพงไหน ผมนั่งลงก่อน แล้วเธอก็ตามเข้ามาเหมือนรู้ว่าผมจะอยู่ที่นี่เสื้อโค้ตยาวสีดำ ผมยาวแบบที่เปลี่ยนไปนิดหน่อยทุกชาติแต่ดวงตานั้น... ดวงตาที่แม้เปลี่ยนสี แต่ไม่เคยเปลี่ยนความรู้สึก “จะเอาอะไรดี” ผมถาม“อะไรก็ได้ ที่แรง ๆ” เธอว่า เราไม่ถามกันว่าอีกฝ่ายหายไปไหนมาไม่ถามว่าอยู่มานานแค่ไหน หรือเจออะไรมาบ้างเพราะถึงจะเล่า มันก็เหมือนเดิมทุกที — ไม่มีใครฟังเราเข้าใจอยู่ดี “นายเปลี่ยนไปหน่อยนะ” “อย่างไร” “ดู... เหนื่อยกว่าเดิม” ผมหัวเราะ แต่ไม่ตอบเธอก็ไม่พูดอะไรต่อเรานั่งฟังเสียงน้ำแข็งกระทบแก้ว แล้วปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน ผนังร้านมีรูปถ่ายเก่า ๆ แขวนไว้เต็มไปหมดไม่มีใครรู้จักคนในนั้นบางทีอาจเป็นคนที่เคยมานั่งตรงที่เรานั่งบางทีอาจจะเป็นคนที่เคย “อยู่” แล้วตายไปจริง ๆ "นายคิดว่าเราจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ มั้ย" เธอถามหลังจากดื่มไปครึ่งแก้ว "ไม่รู้สิ" ผมตอบ "บางทีก็คิดว่าเราอาจจะตายไปนานแล้วแค่นี่ยังเป็นเศษฝันที่หลงเหลืออยู่" เธอยิ้มแบบที่มีทั้งเศร้า ทั้งยอมรับ ทั้งเหนื่อยเต็มที่“เศษฝันของใครล่ะ” “ไม่รู้เลย บางทีอาจไม่ใช่ของเราเลยด้วยซ้ำ” ผมยื่นบุหรี่ให้ เธอรับไว้ แม้ไม่สูบมานานหลายชาติแต่คืนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต้องยั้งเธอสูบอย่างช้า ๆ ควันลอยขึ้นไปเกาะโคมไฟเหนือหัว เราคุยกันเรื่องเพลง — เพลงที่ไม่มีใครจำชื่อได้เรื่องกลิ่นไม้เก่าของร้าน — ที่เหมือนอยู่ในยุคที่ทุกอย่างยังไม่ถูกผลิตจากพลาสติกเรื่องเบียร์ยี่ห้อที่เคยชอบเมื่อชาติที่แล้ว — และตอนนี้ไม่ถูกปากเลยสักนิด เราไม่พูดถึง ‘มัน’ไม่พูดถึงวิหารไม่พูดถึงมีดไม่พูดถึงสายฟ้าไม่พูดถึงเสียงสวดไม่พูดถึงคำสาป พอคิดจะพูด... มันก็เหมือนหายไปจากปากก่อนจะเอ่ยเหมือนมีบางอย่างบอกว่า "ยังไม่ถึงเวลา" บางทีเราน่าจะลองตายดูสักครั้ง” เธอพูดขำ ๆผมมองเธอ แล้วตอบ “เคยแล้ว… จำไม่ได้เหรอ”เธอยิ้ม “จำได้แค่บางที ตอนที่มันเจ็บมาก ๆ”เราไม่ได้พูดว่าเรารักกันไม่ได้กุมมือไม่ได้บอกรักเราเคยทำทั้งหมดนั้นมาแล้ว — ในทุกภพ ทุกชาติ ทุกครั้งที่ได้พบมันกลายเป็นสิ่งที่เกินความโรแมนติกกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนเกินจะเป็นแค่ “ความรัก”เธอวางแก้วลงอย่างเงียบ ๆมองตรงไปยังประตูร้าน“นายเคยคิดบ้างมั้ย ว่าถ้าเราหยุดตามหา มันจะหยุดซ้ำ?” ผมนิ่งไปนานก่อนจะพูด“ไม่… เพราะถ้าเราหยุดตามหา เราจะลืมกันจริง ๆ”เธอพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาเปียกนิดหน่อยแต่ไม่ใช่น้ำตา — เป็นแค่น้ำจากความรู้สึกที่ไม่มีชื่อคืนนั้น เราแยกกันโดยไม่ล่ำลาต่างคนต่างเดินคนละทางแต่รู้… ว่าจะได้เจอกันอีกอีก 100 ปีอีก 1 ชาติอีกเศษฝันหนึ่งที่เราอาจจะยังไม่เข้าใจ เขียนโดย เสียงจากหัวใจ

ความรัก ยาพิษแห่งความรัก อย่าเสียใจหรือเจ็บเลย… เพราะ "ความรักบางครั้งก็เป็นทั้งยาวิเศษและยาพิษ" พวกเราทุกคนเติบโตมากับภาพฝันสวยงามของความรัก ภาพของคนสองคนที่เดินเคียงกัน จับมือและมองตากัน ด้วยแววตาที่บอกว่าไม่มีใครสำคัญไปกว่ากันแล้ว แต่ใครจะรู้บ้างว่า ความจริงของความรัก ไม่ได้สวยงามเหมือนที่เราวาดฝันไว้เสมอไปนะครับ และในบางครั้ง มันอาจเป็นเหมือนแสงแดดอุ่นที่โอบกอดหัวใจ แต่ในบางครั้งมันกลับแผดเผาเราอย่างช้า ๆ เจ็บลึกลงไปในกระดูก บางครั้งความรักเหมือนยาวิเศษที่เยียวยาความเหงา ความเศร้า ความว่างเปล่าของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันมันก็เหมือนยาพิษที่ซึมเข้าสู่หัวใจ ค่อย ๆ ทำลายเราอย่างไม่รู้ตัว เราหลงคิดว่าการรักใครสักคนคือการมอบหัวใจให้เขาไปทั้งดวง ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขารู้ว่าเรารักเขามากแค่ไหน ยอมเจ็บ ยอมร้องไห้ ยอมอดทน เพราะเราหวังว่าสักวันเขาจะเห็นคุณค่าของหัวใจที่เรามอบให้ แต่สุดท้ายสิ่งที่เราได้รับกลับมาคือความเงียบครับ คำพูดที่เย็นชา หรือแม้กระทั่งการถูกทิ้งให้อยู่กับความว่างเปล่าที่เราไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ มันเจ็บ… มันเจ็บมาก... เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก แต่เจ็บที่สุดคือตอนที่เรารู้ตัวว่า ที่จริงแล้ว เราไม่สามารถโทษใครได้เลย เพราะเราเป็นคนที่เลือกเดินเข้ามาในความรักนี้เอง เราเป็นคนที่ยื่นหัวใจให้เขาเอง เราเป็นคนที่เลือกจะรักโดยไม่เงื่อนไข และเมื่อเราถูกหักหลังหรือถูกทำร้าย เราก็ต้องเป็นคนที่ถอนพิษนี้เองด้วยมือของเรา ไม่มีใครที่จะมาช่วยเราได้นอกจากตัวของเราเอง และไม่มีคำปลอบใจที่ลบล้างความเจ็บได้จริง ไม่มีใครที่จะมาเย็บแผลนี้แทนเราได้ เราคือคนที่ต้องตัดสินใจเอง ว่าจะปล่อยให้พิษนี้กลืนกินหัวใจของเราไปจนตาย หรือจะลุกขึ้นมา ถอนพิษ และก้าวไปข้างหน้า และนำมันเป็นบทเรียน ใช้มันเป็นเกาะป้องกัน เพราะความรักไม่ใช่เทพนิยายที่สวยหรูและจบแบบแฮปปี้ทุกคู่ แต่เป็นแค่ "บางคน" เท่านั้น และโลกนี้ก็ไม่ใช่โลกที่ทุกเรื่องราวจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง บางครั้งรักก็เป็นเหมือนดาบสองคม ที่ด้านหนึ่งคือความสุขอันหอมหวาน แต่ด้านอีกข้างคือความเจ็บปวดที่เฉือนลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ!! แต่คุณรู้ไหม? แม้จะเจ็บสักแค่ไหน แม้จะร้องไห้จนไม่มีน้ำตาเหลือ เราก็ยังไม่หมดคุณค่า เราไม่ใช่คนที่อ่อนแอหรือพ่ายแพ้ เพียงเพราะเรารักอย่างหมดหัวใจ การที่เราเจ็บปวดเพราะรัก ไม่ได้ทำให้เราน้อยค่า แต่กลับทำให้เราเข้าใจหัวใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจว่าความรักไม่ใช่สิ่งที่จะมอบให้ใครได้ง่าย ๆ และเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะมอบหัวใจให้ใครที่คู่ควร ดังนั้น ถ้าวันนี้คุณเจ็บเพราะความรัก… จงอย่าซ้ำเติมตัวเอง จงอย่าดูถูกตัวเอง จงอย่าปิดหัวใจแล้วบอกว่าคุณไม่คู่ควรกับความรัก แต่ให้บอกกับตัวเองว่า คุณเจ็บเพราะคุณมีหัวใจที่กล้า คุณรักอย่างเต็มที่ และนั่นคือพลังของคุณเอง เหมือนกับเรื่องที่ผมเขียนไปก่อนหน้านี้ พลังในการอยู่คนเดียว จงใช้ชีวิตให้มีความสุขซะ คุณต้องก้าวผ่านมันได้แน่นอน จบ เชื่อในตัวคุณเอง บางครั้งการถอนพิษแห่งความรัก ไม่ใช่การลืม ไม่ใช่การทำเป็นไม่รู้สึก แต่คือการเผชิญหน้ากับมันอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับว่ามันเจ็บ ยอมรับว่ามันทรมาน แต่ก็รู้ด้วยว่าคุณเข้มแข็งพอที่จะผ่านมันไปได้ และคุณก็จะผ่านมันได้อย่างแน่นอน และวันหนึ่ง เมื่อหัวใจของคุณหายดี คุณจะพบว่าตัวคุณเองนั้นงดงามและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และคุณจะรักตัวเองมากขึ้น เข้าใจความรักในแบบที่ลึกซึ้งกว่าเดิม และรู้จักเลือกที่จะรักคนที่คู่ควรกับหัวใจของคุณ เพราะสุดท้ายแล้ว… ใครกันเล่าที่จะถอนพิษแห่งความรักได้นอกจากตัวคุณเอง ไม่มีใครอื่น นอกจากตัวคุณเอง บทที่ 1 — แผลสดที่ไม่เคยสมาน ความรักบางครั้งไม่ต่างอะไรจากมีดคมที่กรีดลึกลงไปในใจ ทิ้งรอยแผลสดที่ไม่มีวันสมาน แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร รอยแผลนั้นก็ยังคงอยู่ ไม่จาง ไม่หาย มันกลายเป็นรอยแผลที่เตือนใจ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยรักใครสักคนมากเกินไป จนลืมที่จะรักตัวเอง ผมจำได้ดี ตอนที่ผมเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น หรือเพราะผมยังเด็กเกินไปกันแน่ แต่ผมคิดว่า มันไม่ใช่การจากลาที่สงบหรือสวยงาม แต่มันเป็นการลากหัวใจออกจากกรงที่ขังความรักไว้ ลากทั้งน้ำตา ความทรมาน และความรู้สึกผิดที่เราไม่อาจลืมได้ง่าย ๆ ผมถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าทำไมเราถึงยอมให้ตัวเองเจ็บปวดขนาดนี้ ทำไมเราถึงยอมเสียศักดิ์ศรีเพื่อรักที่ไม่เคยรักเรา แต่คำตอบก็ยังคงเหมือนเดิม — เพราะเรารัก เรารักมากเกินไป รักจนลืมว่าตัวเองก็มีค่า รักจนลืมว่าความรักที่แท้จริงไม่ควรทำให้เราเจ็บปวด ทุกคืนผมนั่งมองความมืดในห้อง รู้สึกเหมือนใจมันหล่นหายไปที่ไหนสักแห่ง หรือแตกสลายไปหมดแล้วครับ มือหนึ่งกำโทรศัพท์แน่น อีกมือหนึ่งปาดน้ำตา ที่ไม่รู้จะไหลออกมาเพื่ออะไร เพราะไม่มีข้อความ ไม่มีสายโทรกลับ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ ผมอยากจะกรีดร้อง อยากจะถามว่า ผมทำผิดอะไร ทำไมเขาถึงจากไปแบบไม่มีเหตุผล ทำไมเขาถึงทิ้งผมไว้กับความทรมานนี้ ทำได้แค่คิดแล้วคิดอีก คิดซ้ำ ๆ ๆ แม่ง… พอนึกถึงตัวของตัวเองในตอนนั้น ผมอยากจะเดินไปตบหัวซะที 555 แต่ก็ต้องขอบคุณแม่ของผมครับ ที่ได้มาด่าและสอนให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าตอนนั้น และแกร่งกว่าเดิม เอาล่ะ…เล่าต่อ แต่สุดท้าย ผมก็ได้แต่เงียบ ได้แต่ปล่อยให้ความเจ็บค่อย ๆ ซึมลึกลงไป เหมือนน้ำกรดที่ไหลผ่านหัวใจ แล้วกัดกินจนมันพรุนไปหมด แล้ววันหนึ่ง… ผมตื่นขึ้นมาและรู้สึกว่า ผมไม่สามารถทนกับความเจ็บปวดนี้ได้อีกแล้ว ผมเหนื่อย เหนื่อยกับการร้องไห้ เหนื่อยกับการรอคอยคนที่ไม่เคยกลับมา เหนื่อยกับการหวังให้ใครสักคนมารักษาแผลใจให้ผม ผมจึงหยิบความเจ็บนั้นขึ้นมา กอดมันไว้ แล้วบอกกับตัวเองว่า— แผลนี้จะไม่หาย แต่ผมจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ผมจะไม่ซ่อนมันไว้ แต่จะเผชิญหน้ากับมัน ยอมรับมันในฐานะเครื่องหมายว่า ผมเคยรัก และผมเคยเจ็บ และมันคือบทเรียนที่สอนให้ผมรักตัวเองมากกว่าที่เคย เพราะบางที ความรักที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่การรักใครสุดหัวใจ แต่คือการรักตัวเองให้มากพอ ที่จะปล่อยมือจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเรา