บทนำ


ในห้วงเวลาที่โลกหมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ไม่เคยถูกจดจำในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ — เรื่องของชายหนุ่มที่ะบกับเทพแห่งกาลเวลาและหญิงสาวผู้ที่พบกับเทพแห่งความตายและการเดินทางเพื่อหาสิ่งที่พวกเค้าสงสัยตั้งแต่เกิดและพวกเค้าก็ได้พบกันในร้านเหล้าแห่งหนึ่งในทุกๆ 100 ปี


การพบกันของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงเหตุบังเอิญ แต่มันคือ “การพบผ่าน” ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นพันธะผูกมัดที่ถูกสลักไว้ในสายลมแห่งกาลเวลาและจารึกไว้เหนือความตาย


ในทุก ๆ ศตวรรษที่ผ่านไป พวกเขาจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เพื่อตอบคำถามที่ไม่มีคำตอบและเพื่อไขความลับของความเป็นอมตะได้รับมามันจะเป็นพรหรือคำสาปกันแน่


เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นแค่บทเล่าเรื่องรัก แต่มันคือการเดินทางผ่านกาลเวลา ความหวัง ความเจ็บปวด และความหมายของการ“มีชีวิตและค้นหาบางอย่าง” ที่แท้จริงที่พวกเค้าอยากรู้


ตอนนี้... ก็คงเป็นการเปิดนิยายเรื่องนี้และการพบผ่านครั้งล่าสุดกำลังจะเริ่มขึ้น....


(แก้วแรกของความทรงจำ)


ร้านเหล้าเล็ก ๆ ในตรอกที่ไม่มีชื่อ ไฟสีส้มสลัว กับเสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าที่เหมือนกำลังจะตายแต่ยังดื้ออยู่ — มันคือที่เดิม ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้


ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมเดิม ใกล้ผนังที่ยังมีรอยขีดจากมีดพกของผมเมื่อร้อยปีก่อน แก้วเหล้าวางอยู่ตรงหน้า ควันบุหรี่คละคลุ้ง ผมจิบมันเบา ๆ เหมือนกำลังลองจำอะไรบางอย่าง — หรืออาจจะกำลังลืมบางอย่างเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น เธอเดินเข้ามาในชุดโค้ตขาว ผมยาวสีน้ำตาลเข้ม กับรอยยิ้มแบบที่ไม่มีใครยิ้มได้นอกจากเธอ


"100 ปีแล้วนะ" เธอพูดเหมือนกำลังพูดว่าเมื่อวานฝนตกผมหัวเราะในลำคอ ยกแก้วให้เธอ "ยังไม่ชินกับเวลาบ้างเลยเหรอ ลิรา"


เธอนั่งลงตรงข้าม จิบเหล้าในแก้วที่ผมสั่งไว้ให้ก่อนจะรู้ว่าเธอจะมา หรือจะไม่มา"ฉันตายไปหลายรอบแล้วในชาตินี้" เธอพูดเบา ๆ แต่เสียงมันชัดเจนเกินเหตุ


"ฉันอยู่ตลอด จนมันเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรกันแน่ที่เรียกว่ามีชีวิต"


เราไม่ได้พูดเรื่อง 'มัน' ตรง ๆ ไม่เคยพูดตรง ๆ ว่า 'ความเป็นอมตะ' คืออะไร เพราะพูดไปมันก็ไม่มีคำไหนอธิบายได้อยู่ดี


เรามันแค่สองคนที่ไม่ตาย — หรืออาจจะตาย แต่ไม่ยอมรับแค่นั้นเองทำไมเทพแห่งกาลเวลาของฉันและเทพแห่งความตายจึงยังให้พวกเรามรชีวิตอยู่มานานแสนนานขนาดนี้


[บทที่ 1] - เลือดของพระจันทร์


3,000 ปีก่อน ในอูรุค วิหารหินทรายสูงเสียดฟ้า เสียงสวดมนต์ดังจนทะลุแผ่นดิน


ลิรา เป็นหญิงสาวที่ถูกเลือกให้บูชายัญเพื่อแลกพร 'ชีวิตนิรันดร์' ให้กษัตริย์ที่กำลังจะตาย


แต่ก่อนที่มีดจะกรีดลงบนหน้าอกของเธอ ชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามา


"หยุด! ฆ่าเธอไม่ได้!" — คาลิเอล นักรบจากชายแดนของอาณาจักร เขาตัดสินใจแลกชีวิตกับเธอ


เลือดทั้งสองหยดลงบนแท่นบูชา แสงฟ้าฟาดลงกลางวิหาร คำสาปถูกปลุก ไม่ใช่พรแห่งชีวิตนิรันดร์ แต่คือบ่วงของกาลเวลา


พวกเขาไม่ตาย แต่พวกเขาจะต้องแยกจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า และจะกลับมาเจอกันใหม่ทุก ๆ 100 ปี


หลังจากเสียงฟ้าฟาดและประกายแสงแผ่กระจายทั่วทั้งวิหาร เสียงสวดมนต์ก็เงียบลงชั่วขณะ ราวกับธรรมชาติเองก็รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในชั่วพริบตา


คาลิเอลยืนหอบหายใจ ใบหน้าซีดเซียว แต่ในดวงตากลับมีประกายเจิดจ้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ลิราหลับตาพริ้ม รู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างในกาย เธอรู้ว่านั่นไม่ใช่ความตาย แต่มันก็ไม่ได้เป็นชีวิตนิรันดร์ที่พวกเขาต้องการและอยากจะได้


“เรา... เราไม่ได้ตายใช่ไหม?” เสียงเธอสั่นพร่า


“น่าจะ..ใช่” คาลิเอลตอบด้วยน้ำเสียงวิตก “แต่นี่คือคำสาป...คำสาปที่แยกเราออกจากกัน...แต่ก็ยังผูกพันเราไว้”


ในวันที่โลกยังไม่เข้าใจเวทมนตร์และคำสาป เหล่าผู้คนในอูรุคเริ่มพูดถึงตำนานของสองวิญญาณที่ถูกพันธนาการด้วยเลือดพระจันทร์ เลือดที่ไหลออกมาจากแท่นบูชายัญกลายเป็นสัญลักษณ์ของชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง


ผ่านร้อยปี ผ่านพันปี แม้เวลาจะพรากพวกเขาไป แต่เมื่อพระจันทร์เต็มดวงในคืนที่ฟ้าสว่าง พวกเขาจะได้พบกันอีกครั้ง


ครั้งแรกหลังคำสาปคือยุคที่อูรุคตกอยู่ในสงครามกลางเมือง คาลิเอลปรากฏตัวขึ้นในฐานะนักรบไร้พ่าย ส่วนลิรากลายเป็นแม่มดผู้พิทักษ์วิญญาณ ทั้งคู่กลับมาพบกันในคืนที่ฟ้าเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ


“ลิรา… นี่คือชะตากรรมของเรา” คาลิเอลพูดเบาๆ “แม้ต้องจากกันอีกครั้ง ฉันจะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ”


ลิราตอบด้วยรอยยิ้มเศร้า “เราจะต้องหาทางปลดปล่อยคำสาปนี้ให้ได้...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม”


แต่ชะตากรรมกลับไม่ง่ายดาย ความเป็นอมตะที่ถูกสาปไม่ใช่พร หากแต่เป็นดาบสองคมที่คอยกรีดลึกลงในหัวใจของพวกเขา


ในยุคถัดมา เมื่ออาณาจักรล่มสลายและมนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรมใหม่ คาลิเอลและลิราปรากฏตัวในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง


เขาในฐานะนักรบผู้สาบสูญ ลิราในฐานะแม่มดผู้โศกเศร้า ทั้งสองคนยังคงตามหาวิธีปลดปล่อยคำสาปโดยใช้ความรู้และเวทมนตร์ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ


แต่ทุกครั้งที่ใกล้จะสำเร็จ จะมีพลังบางอย่างจากดินแดนลึกลับที่คอยขัดขวางพวกเขาอย่างไม่ใยดี


“มันเหมือนกับว่า มีใครบางคน หรือบางสิ่ง กำลังจับตามองเราอยู่” คาลิเอลพูดกับลิราในคืนหนึ่งที่ทั้งสองนั่งอยู่ใต้แสงพระจันทร์ด้วยความเซ็ง


“ใช่...คำสาปนี้ไม่ใช่แค่คำสาปธรรมดา มันถูกสร้างขึ้นโดยพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด” ลิราตอบ “และเราต้องระวังให้มากที่สุดและคุณก็อย่าไปคิดทำอะไรโง่ๆด้วยฉันรู้นะว่าคุณศึกษามนดำหน่ะ”


"ครับๆเข้าใจแล้วๆแต่ไหนๆก็ได้เจอกะนอีกมาใช้เวลาอันแสนสั่นนี้มีความสุขกันเถอะลิรา"


เวลาผ่านไปจนถึงยุคกลางที่เต็มไปด้วยสงครามศาสนาและความขัดแย้งทางการเมือง คาลิเอลและลิราถูกแยกจากกันอีกครั้ง พวกเขาต่างต้องสวมบทบาทใหม่ ในฐานะนักบวชและนักรบผู้ถูกลืม


“ครั้งนี้ ฉันจะไม่ยอมให้เธอจากไปง่ายๆ อีกแล้ว” คาลิเอลกระซิบในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ก่อนที่พวกเขาจะต้องพรากจากกันอีกครั้งหนึ่ง


แต่ในใจลึกๆ ของทั้งสองยังคงมีแสงแห่งความหวัง พวกเขาเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่ง คำสาปนี้จะถูกทำลาย และพวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้น


[บทที่ 2] - โรมัน: ดาบ, ทราย, และการลืม


แสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างห้องใต้ดินที่มืดมิดในคฤหาสน์ขุนนางโรมัน กลิ่นฝุ่นและทรายคละคลุ้งในอากาศ ทาสหญิงคนนั้นนั่งก้มหน้า หัวใจเธอสั่นระริกไม่ใช่เพราะความกลัวจากเจ้าของบ้าน แต่เพราะชายคนนั้น…ที่เธอไม่อยากจำ


“ลูเซียส…” เสียงเขาเบา ๆ แต่หนักแน่น “เรารู้จักกัน...จากที่ไหนสักแห่ง...”


หญิงสาวขมวดคิ้ว ย้อนสายตาไปที่ชายหนุ่มผู้ยืนตรงหน้าเธอ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยแผลเป็นที่บ่งบอกถึงชีวิตนักรบ “ลูเซียส? นายพูดเรื่องอะไร? ฉันไม่รู้จักนาย... ฉันไม่เคยรู้จักใครชื่อแบบนั้น”


เขายิ้มบาง ๆ “จำไม่ได้ใช่ไหม? มันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง... ฉันจำเธอได้เสมอ แต่เธอลืมฉันทุกครั้ง


”ลูเซียส เคยเป็นนักรบแห่งเลเจียนโรมันผู้ไม่ยอมแก่ไม่ยอมตาย ตามคำสาปจากเลือดพระจันทร์ที่พันผูกชีวิตเขากับหญิงสาวคนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยชื่อ “ลิรา” แต่เวลาผ่านไป ทำให้ความทรงจำของเธอเลือนรางและกลายเป็นความฝันที่สลายไปเมื่อยามตื่น


“นายบ้าหรือเปล่า?” เธอหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “นายรอดจากหอกทะลุหัวใจในสงครามที่แผ่นดินนี้เมื่อพันปีที่แล้ว แต่ตอนนี้นายดูเหมือนขี้เมาเก็บขยะมากกว่านักรบ”


เขาไม่โต้ตอบ รู้ดีว่าไม่มีคำพูดใดจะเจาะผ่านกำแพงแห่งความทรงจำที่เธอสร้างขึ้นใหม่ได้


ค่ำคืนกรุงโรมลุกเป็นไฟ เสียงกรีดร้องและคำสาปแช่งก้องกังวานทั่วทั้งเมือง ลูเซียสยืนอยู่ในซากปรักหักพัง หัวใจยังคงแข็งแกร่งแม้จะโดนหอกทิ่มทะลุอก ความเจ็บปวดนั้นเหมือนเพียงแค่รอยขีดข่วน


ลูเซียสหันมองไปยังทาสหญิงคนนั้น — ลูเซียสเห็นประกายแววตาที่แตกต่าง คราวนี้เธอกลับจำเขาได้


“ลูเซียส...” เสียงเธอสั่นเครือ “นาย...นายเป็นใคร?”


“ฉันคือคนที่เคยปกป้องเธอ… ชีวิตของเราถูกพันธนาการด้วยคำสาปเลือดพระจันทร์” เขากระซิบ “และฉันจะไม่ยอมให้เธอจากไปอีกครั้ง”


แต่ก่อนที่เธอจะได้ตอบ คมดาบก็พุ่งเข้ามา — แทงทะลุร่างกายเธอ ลูเซียสยกมือพยายามจะจับแต่ไม่ทัน


เธอล้มลงอย่างเงียบงัน หายไปจากโลกนี้อีกครั้ง


ในเถ้าถ่านและซากปรักหักพัง ลูเซียสนั่งอยู่กับร่างไร้วิญญาณของเธอ รู้สึกถึงความเศร้าและความว่างเปล่าที่ยิ่งใหญ่


แต่ในใจเขายังมีประกายแห่งความหวัง “สักวัน… เราจะหาทางทำลายคำสาปนี้ให้ได้”


รุ่งสาง เขาลุกขึ้นอย่างไม่สนใจความเจ็บปวด เดินออกจากกรุงโรมที่ลุกไหม้ด้วยไฟและการลืม


สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไหลผ่าน ลูเซียสรู้ดีว่าเขายังต้องเดินทางอีกยาวไกล ผ่านความเจ็บปวด การทรยศ และความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของอดีต


แต่เขาก็ยังมีเป้าหมายเดียว — ค้นหาความจริง และเธอ ที่ไม่เคยเลือนหายไปจากหัวใจ


[บทที่ 3] - ยุคกลาง: แม่มดกับนักล่า


สายลมหนาวพัดผ่านแนวป่าทึบในยุคที่ไฟคือความศักดิ์สิทธิ์ และผู้หญิงที่พูดกับต้นไม้ถูกเรียกว่าแม่มด


ในหมู่บ้านที่ถูกซ่อนจากแผนที่ เธอมีชื่อเรียกง่าย ๆ ว่า “แม่มดแห่งเทรเมียร์” ผู้ที่รักษาเด็กจากไข้ร้าย พูดกับสัตว์ และรู้วันฝนตกก่อนหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน


เขาเข้ามาในฐานะนักล่า — หนึ่งในกลุ่มนักปราบปีศาจที่ถูกส่งโดยเจ้าชายของอาณาจักรเพื่อล้างบางสิ่งที่ 'ผิดธรรมชาติ'


แต่ในวินาทีที่เขาเห็นเธอ ในวินาทีที่เธอหันมาสบตาเขา ทั้งคู่รู้กันและกันในทันที


ไม่ใช่จากอดีตเมื่อวานนี้ ไม่ใช่จากคำร่ำลือ แต่จากความรู้สึกเก่าแก่ที่ฝังแน่นอยู่ในเลือดและกระดูก


“เธอไม่ใช่ปีศาจ” เขาบอกกับหัวหน้าหน่วยล่า


“แล้วเธอคืออะไร?” อีกฝ่ายถามด้วยความเคลือบแคลง


เขาไม่ตอบ เพียงแค่ก้มหน้า แล้วปล่อยให้ทุกคนเห็นเพียงเถ้ากระดูกปลอมที่เขาทำขึ้นจากซากสัตว์


ในคืนนั้น เขาพาเธอหนีออกจากหมู่บ้าน ฝ่าป่า ฝ่าฝน และเสียงหมาป่าหอน จนไปถึงแหล่งน้ำใสกลางป่าที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้


“เราจะอยู่ที่นี่” เขาบอก


“นานแค่ไหน?” เธอถาม


เขามองเธอแล้วตอบ “จนกว่าโลกจะลืมวิธีล่า”


สองคนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ สอนกันและกันให้อยู่กับความสงบ สอนกันและกันให้อภัยโลก


ทุกค่ำ เธอจะจุดเทียนไว้ข้างเตียง บอกว่ามันช่วยให้เธอไม่ฝัน แต่ในปีที่ 17 ฝันก็กลับมา


เลือด... แสง... เสียงสวดมนต์จากวิหารโบราณ ลมหายใจของเธอเริ่มสั้นลงทุกคืน ดวงตาเริ่มเหม่อลอยราวกับมองเห็นภาพที่เขาไม่อาจสัมผัส


“ฉันเห็นเขาอีกแล้ว...” เธอกระซิบในเช้าวันหนึ่ง


“ใคร?” เขาถาม


เธอสบตาเขา แล้วน้ำตาก็ไหล “เธอ...ในฉัน...ฉันจำได้แล้ว...ลิรา...”


เขานิ่งงัน “แล้วฉันล่ะ?”


“คาลิเอล” เธอยิ้มจาง ๆ “ครั้งนี้ฉันจำได้”


นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอยิ้ม


คืนต่อมา เธอหลับไปอย่างเงียบงัน ราวกับเสียงสวดมนต์ในความฝันได้พาเธอกลับไปยังที่ที่เธอเคยจากมา


เขานั่งเฝ้าเธอจนแสงอาทิตย์ขึ้น แผ่นดินเงียบสนิทราวกับทั้งโลกหยุดหายใจ


เขาขุดหลุมใต้ต้นโอ๊กใหญ่กลางป่า ฝังเธอไว้ด้วยมือเปล่า ไม่ปักป้าย ไม่ทิ้งร่องรอยเขาลุกขึ้น...มือเปื้อนดินและเลือดหัวใจ เดินออกจากป่าโดยไม่หันกลับมา


เหมือนที่เขาเคยทำมาแล้วหลายครั้งเหมือนที่เขาอาจจะต้องทำอีกหลายครั้งในอนาคต


แต่ลึกลงไป เขารู้ว่าเธอจะกลับมาและเขาจะจำเธอได้เสมอ


[บทที่ 4] – ศตวรรษที่ 19: การทดลอง, ความรัก, และการลืมซ้ำ


ลอนดอน, ค.ศ. 1889 — กลิ่นของน้ำมัน, เหล็กร้อน และหมอกพิษจากปล่องไฟลอยปกคลุมทั่วเมือง


ในโรงงานอิฐเก่าแห่งหนึ่งที่ดัดแปลงเป็นห้องทดลองลับ


มีหญิงสาวผมมัดขึ้นอย่างลวก ๆ กำลังเทของเหลวสีดำเข้าหลอดทดลองดร.เอวา คาร์เทอร์ เป็นนักเคมีผู้ท้าทายขอบเขตของชีวิตและความตาย เธอได้รับเงินทุนลึกลับจากชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าในที่สาธารณะ


เขาเรียกตัวเองว่า เอลิอัส วอร์ด


เอลิอัสปรากฏตัวในร่มเงาของบันไดเหล็ก เสมอด้วยหมวกสูงและถุงมือหนัง เสียงของเขาแหบต่ำ แต่เต็มไปด้วยพลังบางอย่างที่ไม่อาจอธิบาย


ทุกครั้งที่เขาเดินเข้ามา เอวาจะเงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์ และจู่ ๆ หัวใจก็เต้นผิดจังหวะโดยไม่มีเหตุผล


“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า?” เธอถามเขาในเช้าวันหนึ่ง


เอลิอัสยิ้ม — ไม่ใช่การยิ้มแบบมีความหวัง แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้คำตอบและเลือกที่จะไม่พูด


“บางที...อาจเคยในฝัน”


พวกเขาร่วมกันศึกษาทฤษฎีบ้าคลั่งหลายอย่างน้ำแข็งจากหุบเขาไซบีเรียที่เชื่อว่าเก็บพันธุกรรมโบราณเลือดของสัตว์ประหลาดจากมหาสมุทรใต้ตำนานเกี่ยวกับ ‘สารนิรันดร์’ ที่สามารถชะลอหรือแม้แต่หยุดยั้งความตาย


เอวาเรียกมันว่า “Project Lira”


เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกชื่อนั้น มันแค่...โผล่ขึ้นมาในหัว เหมือนชื่อที่คุ้นราวกับเคยเป็นของตัวเอง


คืนหนึ่งขณะทำการทดลอง เธอทำของเหลวบางอย่างหกลงบนพื้น แสงประหลาดพุ่งออกจากหลอดแก้ว เสียงคล้ายสวดมนต์กระซิบในหู และทันใดนั้น — ความกลัวก็แล่นเข้ามา


“เลือด... แสง... และเสียงสวด...” เธอพึมพำ มือสั่น ขาแข็ง


เอลิอัสรีบเข้ามา “เธอจำได้หรือ?”


แต่ก่อนที่เขาจะได้รับคำตอบ เครื่องกลที่อยู่ในห้องเริ่มร้อนเกินขีด เครื่องปั่นชีวภาพสั่นสะเทือน และแล้ว...ระเบิด


ทั้งห้องทดลองพังทลายลงในพริบตา เพลิงไหม้เผาผลาญทุกอย่าง — สมุดบันทึก เครื่องแก้ว เอกสารทดลอง และเธอ


เขามาถึงทันทีหลังจากนั้น — ในขี้เถ้า ในกลิ่นไหม้ ในหมอกของความพังทลาย


แต่ไม่มีร่างเธอ


มีแต่รอยเลือดที่หยดหายไปกับพื้นปูน และผ้าผืนเล็กที่ปักชื่อว่า “Eva”


เขาเดินวนหานานหลายชั่วโมง บางทีหลายวันบางทีเขาไม่ได้หาศพเขาแค่หวังจะเจอ “ดวงตานั้น” อีกครั้ง


ในที่สุด เขาเขียนบันทึกฉบับสุดท้ายลงในสมุดเล่มเก่า บันทึกที่ปกหน้าเขียนไว้เพียงว่า:“Lira – บทที่ 4”


ก่อนจะปิดมัน เก็บใส่กล่องเหล็ก และทิ้งไว้ในห้องทดลองเงียบงันนั้น


เอลิอัส วอร์ด หายไปจากเมืองลอนดอนในคืนนั้น


ไม่มีใครพบเขาอีกเลย


แต่เขาไม่ได้ตายเขาแค่เดินทางต่อไปยังที่ที่เธอจะกลับมาอีกครั้งอีกหนึ่งศตวรรษนับจากนี้


[บทที่ 5] – ปัจจุบัน: ร้านเหล้า, ความเงียบ, และสิ่งที่เราไม่เข้าใจ


ร้านเหล้าเล็ก ๆ ที่หัวมุมถนนสายเก่าของเมืองที่ไม่มีใครจดจำชื่อโต๊ะไม้ขูดเป็นรอย เบาะหนังขาดตรงมุมมีไฟนีออนกระพริบ ๆ อยู่หน้าประตูเพลงบลูส์เบา ๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่ามาจากลำโพงไหน


ผมนั่งลงก่อน แล้วเธอก็ตามเข้ามาเหมือนรู้ว่าผมจะอยู่ที่นี่เสื้อโค้ตยาวสีดำ ผมยาวแบบที่เปลี่ยนไปนิดหน่อยทุกชาติแต่ดวงตานั้น... ดวงตาที่แม้เปลี่ยนสี แต่ไม่เคยเปลี่ยนความรู้สึก


“จะเอาอะไรดี” ผมถาม“อะไรก็ได้ ที่แรง ๆ” เธอว่า


เราไม่ถามกันว่าอีกฝ่ายหายไปไหนมาไม่ถามว่าอยู่มานานแค่ไหน หรือเจออะไรมาบ้างเพราะถึงจะเล่า มันก็เหมือนเดิมทุกที — ไม่มีใครฟังเราเข้าใจอยู่ดี


“นายเปลี่ยนไปหน่อยนะ”


“อย่างไร”


“ดู... เหนื่อยกว่าเดิม”


ผมหัวเราะ แต่ไม่ตอบเธอก็ไม่พูดอะไรต่อเรานั่งฟังเสียงน้ำแข็งกระทบแก้ว แล้วปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน


ผนังร้านมีรูปถ่ายเก่า ๆ แขวนไว้เต็มไปหมดไม่มีใครรู้จักคนในนั้นบางทีอาจเป็นคนที่เคยมานั่งตรงที่เรานั่งบางทีอาจจะเป็นคนที่เคย “อยู่” แล้วตายไปจริง ๆ


"นายคิดว่าเราจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ มั้ย" เธอถามหลังจากดื่มไปครึ่งแก้ว


"ไม่รู้สิ"


ผมตอบ "บางทีก็คิดว่าเราอาจจะตายไปนานแล้วแค่นี่ยังเป็นเศษฝันที่หลงเหลืออยู่"


เธอยิ้มแบบที่มีทั้งเศร้า ทั้งยอมรับ ทั้งเหนื่อยเต็มที่“เศษฝันของใครล่ะ”


“ไม่รู้เลย บางทีอาจไม่ใช่ของเราเลยด้วยซ้ำ”


ผมยื่นบุหรี่ให้ เธอรับไว้ แม้ไม่สูบมานานหลายชาติแต่คืนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต้องยั้งเธอสูบอย่างช้า ๆ ควันลอยขึ้นไปเกาะโคมไฟเหนือหัว


เราคุยกันเรื่องเพลง — เพลงที่ไม่มีใครจำชื่อได้เรื่องกลิ่นไม้เก่าของร้าน — ที่เหมือนอยู่ในยุคที่ทุกอย่างยังไม่ถูกผลิตจากพลาสติกเรื่องเบียร์ยี่ห้อที่เคยชอบเมื่อชาติที่แล้ว — และตอนนี้ไม่ถูกปากเลยสักนิด


เราไม่พูดถึง ‘มัน’ไม่พูดถึงวิหารไม่พูดถึงมีดไม่พูดถึงสายฟ้าไม่พูดถึงเสียงสวดไม่พูดถึงคำสาป


พอคิดจะพูด... มันก็เหมือนหายไปจากปากก่อนจะเอ่ยเหมือนมีบางอย่างบอกว่า "ยังไม่ถึงเวลา"


บางทีเราน่าจะลองตายดูสักครั้ง” เธอพูดขำ ๆผมมองเธอ


แล้วตอบ “เคยแล้ว… จำไม่ได้เหรอ”เธอยิ้ม “จำได้แค่บางที ตอนที่มันเจ็บมาก ๆ”เราไม่ได้พูดว่าเรารักกันไม่ได้กุมมือไม่ได้บอกรักเราเคยทำทั้งหมดนั้นมาแล้ว — ในทุกภพ ทุกชาติ


ทุกครั้งที่ได้พบมันกลายเป็นสิ่งที่เกินความโรแมนติกกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนเกินจะเป็นแค่ “ความรัก”เธอวางแก้วลงอย่างเงียบ ๆมองตรงไปยังประตูร้าน“นายเคยคิดบ้างมั้ย ว่าถ้าเราหยุดตามหา มันจะหยุดซ้ำ?”


ผมนิ่งไปนานก่อนจะพูด“ไม่… เพราะถ้าเราหยุดตามหา เราจะลืมกันจริง ๆ”เธอพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาเปียกนิดหน่อยแต่ไม่ใช่น้ำตา — เป็นแค่น้ำจากความรู้สึกที่ไม่มีชื่อคืนนั้น เราแยกกันโดยไม่ล่ำลาต่างคนต่างเดินคนละทางแต่รู้… ว่าจะได้เจอกันอีกอีก 100 ปีอีก 1 ชาติอีกเศษฝันหนึ่งที่เราอาจจะยังไม่เข้าใจ


เขียนโดย เสียงจากหัวใจ