Bookseller ที่อยู่กับชี้ดาบมานาน แต่ปีนี้ได้เติบโตขึ้นอีกขั้น ต๊อบกำลังจะได้มีโอกาสไปยืนขายหนังสือที่ตัวเองมีส่วนเขียนด้วย
1. คุณเป็นใคร และกลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ยังไง?
สวัสดีครับ ต๊อบนะครับ วัยรุ่นงานท่วมหัว
ถ้าถามว่ากลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ไง
จริง ๆ ทำงานเป็นพนักงานขายให้ชี้ดาบมาหลายปีแล้ว กำลังทำงานเขียนของตัวเองด้วย
แต่ก็โดนชวนมาเขียนเล่มนี้ด้วยอีก ก็ยุ่ง เอ้ย สนุกดีครับ
2. ในฐานะที่เป็นแฟนคลับหรือนักอ่านมาก่อน พอต้องมาเป็นคนเขียนหนังสือ
ด้วยตัวเองจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้าง? แล้วหลังเขียนมองหนังสือหรือการเล่าเรื่อง
ของชี้ดาบเหมือนหรือต่างจากเดิมมั้ย?
ไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันครับตอนนั้น 55555+
ครั้งแรกที่รู้ว่าอาจจะได้มาเป็นคนเขียน คือตอนที่เล่าเรื่องปั่น ๆ ของตัวเองสมัยเด็กให้พี่เจมฟัง พี่เจมก็ขำแล้วก็พูดว่า
“มึงมาเขียนหนังสือมั้ยต๊อบ”
ยอมรับว่าตอนได้ยินคือเหวอเลย จนตอนนี้ได้ทำมันออกขึ้นมาแล้วก็ยังเหวออยู่
หลังจากได้เขียนแล้ว ก็รู้สึกว่าเรามองหนังสือต่างจากปกติ เราเคยมองหนังสือเพราะแค่ว่ามันสนุก มันตลก แต่จริง ๆ แล้ว พอเราแกะเปลือกข้างในออก มันมีอะไรมากกว่านั้นอีกมาก
ทำให้การอ่านหนังสือและการอ่านคนของผมไม่เหมือนเดิมอีกเลย...
3. ตอนที่รู้ว่าเคาะโจทย์ “การลื่นล้มทางความเชื่อ” เป็นธีมหนังสือเล่มนี้ รู้สึกยังไงบ้าง? และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ของตัวเองมาเล่า?
คิดว่า “กูจะเอาอะไรมาเขียนวะ” 55555+ แวบแรกคือคิดแบบนี้จริง ๆ
เพราะผมรู้สึกว่าชีวิตผมก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้มานานมากแล้ว ก็รู้สึกว่าความเชื่อของตัวเอง ก็อาจจะไม่ได้ถูกไปทั้งหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำร้ายใครหรือตั้งคำถามกับตัวเองขนาดนั้น
จนกระทั่งเราค่อย ๆ ขุดตัวเองไปเท่านั่นแหละว่าจริง ๆ แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้น มันคือกระดุมเม็ดแรกในการลื่นล้มทางความเชื่อของผมเลย ก่อนที่ผมจะค่อย ๆ ติดเม็ดอื่นต่อมาจนถึงตอนนี้ ก็เลยเลือกเรื่องนี้
4. หลังจากได้เขียนออกมาแล้ว ได้ตกตะกอนเพิ่มขึ้น หรือพบเจออะไรใหม่ ๆ ในเรื่องนั้นรึเปล่า ที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน?
เยอะเลยครับ เอาจริง ๆ หลังจากเหตุการณ์ช่วงในเรื่องนั้น ชีวิตผมก็หลงทางอยู่ก็หลายปี รู้สึกว่าชีวิตตัวเองลำบาก
จนกระทั่งพอเขียนเรื่องนี้ผมก็ได้ตกตะกอนอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งการที่ได้รู้ว่า เห้ย...จริง ๆ แม่งมีคนที่ลำบากกว่าเราอยู่เยอะเลยนี่หว่า เขายังรอดยังอะไรมาได้เลย
ชีวิตมันจะผิดพลาดบ้างก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แค่วันนี้เรายังได้มีชีวิตอยู่ ยังอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ยอมรับข้อผิดพลาดแล้วไปต่อ แค่นี้ก็พอแล้ว...
นั่นก็คงเป็นสาเหตุด้วยแหละครับว่าทำไมผมยังคงอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้...
5. สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการสร้างหนังสือเล่มนี้คืออะไร?
ยอมรับจากใจเลยครับว่าตอนแรก ผมไม่อยากเขียนเรื่องนี้เลย เพราะหนึ่งคือมันมีบุคคลที่สามในเรื่องเยอะ สองคือมันเป็นเรื่องที่ sensitive พอสมควร
แถมเรื่องมันก็เกือบ 10 ปีแล้ว ทุกวันนี้ผมก็มีชีวิตต่อไปของผม ถึงแม้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมจะเคยโดนพูดอะไรไม่ดีใส่มาเยอะ แต่ผมก็ไม่ได้อยากหยิบคนที่พูดคำเหล่านั้น เอามาแขวนหรืออยากให้เขารู้สึกผิดเลย
ก็เลยต้องใช้เวลาจัดการความรู้สึก และเรียบเรียงให้มันออกมาในแง่มุมที่ดีต่อเรื่องที่สุด
กับอีกเรื่องก็คือวิจัยและโปรเจ็กต์จบที่กองจนล้นอยู่ อันนี้แหละโคตรท้าทายและหัวหมุนเลย 5555+
6. สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้จากงานชิ้นนี้คืออะไร?
ไม่ว่าจะมีใครกี่หมื่นกี่ล้านคนมาบอก ว่าความเชื่อของคุณมันไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าคุณเชื่อมันมากพอ นั่นแหละครับมันก็คือความจริงแล้ว
ในงานชิ้นนี้ของผม คุณจะเห็นได้เลยว่ามีคนที่ไม่เชื่อและครหาผมมากมาย แต่เพราะลึก ๆ ผมยังเชื่อตัวเอง และเลือกที่จะไม่พิสูจน์กับใคร ไม่ให้คำพูดคนอื่นมากำหนดความเชื่อของเรา
สุดท้ายคนที่คุณต้องพิสูจน์ให้คนอื่นไม่ใช่ใครที่ไหนบนโลกทั้งนั้นแหละครับ มันก็คือคุณเองอะแหละ
ไปพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นกันครับทุกคน ว่าสิ่งที่เราเชื่อมันไม่ผิด
7. คาดหวังว่าคนอ่านจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?
อย่างแรกคือ คุณจะเห็นได้ว่าทั้งผมและพี่ ๆ เพื่อน ๆ อีก 9 คน ต่างมีเรื่องที่ต้องต่อสู้กันทั้งนั้น เหนื่อย หนัก คนละแบบ แต่ทุกคนก็เลือกที่จะไม่ยอมแพ้และลองพยายามค่อยๆ ปะติดปะต่อหาทางของตัวเอง
ผมคาดหวังว่าคนอ่านจะไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเราทำ จะไม่จำในสิ่งที่พวกเราเขียน แล้วเดินตามไป
ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันเหมาะกับตัวเองรึเปล่า
แต่แค่อยากให้ทุกคนไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเจอกับอะไรอยู่ กำลังสู้กับคำพูดอะไรบ้าง อย่างน้อยถ้าความเชื่อของพวกเรามันไปกระตุ้นอะไรพวกคุณได้ แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว