มาถึงนักเขียนคนเดียวในทีม ที่เคยมีผลงานกับชี้ดาบมาก่อนในพังเรนเจอร์เล่มที่แล้ว "อยุติธรรม เจเนอเรชั่น" โดยในครั้งนี้ พี่ชีฝนของน้อง ๆ กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเรื่องเล่าจากมุมมองในวัย 30 และร่วมทีมวาดภาพประกอบด้วยเช่นกัน


1. คุณเป็นใคร และกลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ยังไง?


สวัสดีฮ่ะผู้อ่าน ชื่อฝนนะฮะ บางคนเรียกฝนฝน หรือน้องๆในทีมพังเรนเจอร์จะเรียกว่าพี่ชีฝนจ่ะ เป็นคนธรรมดาทั่วไป ตอนนี้ทำอาชีพครูสอนภาษาจีนเป็นหลัก วาดรูป เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกที่ทำเล่นๆแแต่จริงจัง


มาเป็นทีมจากการที่เราเคยเป็นหนึ่งในทีมเขียนเล่มก่อนหน้า พอแว่ว ๆ มีโปรเจ็กต์พังเรนเจอร์รุ่นใหม่แล้วน้อง ๆ ชวนมาเขียน เลยมาร่วมแจมด้วยเลย


2. ในฐานะที่เป็นแฟนคลับหรือนักอ่านมาก่อน พอต้องมาเป็นคนเขียน นส ด้วยตัวเองจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้าง? แล้วหลังเขียนมองหนังสือหรือการเล่าเรื่องของชี้ดาบเหมือนหรือต่างจากเดิมมั้ย?


รู้สึกนี่คือมิชชั่นอีกมิชชั่นที่ต้องทำให้ได้ เพราะเราตกลงรับคำมาร่วมทีมแล้ว มันต้องออกมาให้สำเร็จและดีด้วย ต้องออกมาสนุก ต้องเรียบเรียงเนื้อหาที่ไม่ใช่แค่ให้ตัวเองเข้าใจ คนอ่านก็ต้องเข้าใจ เห็นภาพที่เราจะสื่อไป ส่วนประเด็นที่เขียนในเล่มนี้จะต่างจากเล่มก่อน เป็นอีกโจทย์ของเราที่ต้องไปคิดว่าทำยังไงจะให้ต่างจากเนื้อหาเดิมด้วย


3. ตอนที่รู้ว่าเคาะโจทย์ ”การลื่นล้มทางความเชื่อ” เป็นธีมหนังสือเล่มนี้ รู้สึกยังไงบ้าง? และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ของตัวเองมาเล่า?


สำหรับเรา ตอนระดมสมองว่าจะเลือกธีมอะไร เรามีลิสต์ออกมาแล้วว่า ถ้าทีมจะไปทางนี้ เรามีเรื่องที่ไว้เขียนให้ไปทางนั้นอยู่ จนทีมเคาะว่าเป็นธีมความเชื่อ เราก็พร้อมเสิร์ฟเรื่องที่คิดไว้


เราเลือกที่จะเล่าเกี่ยวกับ รอยสัก ขึ้นมา เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่คอนทราสต์กับสังคมไทยอยู่พอสมควร ถึงแม้ทุกวันนี้คนจะเปิดใจเกี่ยวกับการสักมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เปิดทั้งหมด ยังมีข้อกำจัดทั้งมาตราฐานสังคม อาชีพ ภาพลักษณ์อยู่ เรื่องของเราในเล่มนี้จึงจะเป็นการแชร์มุมมองในมุมของเราค่ะ


4. หลังจากได้เขียนออกมาแล้ว ได้ตกตะกอนเพิ่มขึ้น หรือพบเจออะไรใหม่ๆ ในเรื่องนั้นรึเปล่า ที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน?


เหมือนกับน้อง ๆ ในทีมหลาย ๆ คน การเขียนเล่มนี้ทำให้เราเรียบเรียงประสบการณ์ที่ผ่านมาค่ะ ก่อนเขียนความคิดค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่พอเขียนออกมาแล้วได้จัดระเบียบความคิดมากขึ้น เพราะต้องเรียบเรียงให้คนอ่านเข้าใจเห็นภาพตามที่เราอยากจะสื่อ


แต่ไม่แน่ ผู้อ่านอาจมีแง่มุมอะไรที่เราคาดไม่ถึงหลังอ่านจบ ซึ่งตรงนี้จะยินดีมาก ๆ ถ้าได้แลกเปลี่ยนความคิดกันหลังอ่านจบนะคะ :)


5. สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการสร้างหนังสือเล่มนี้คืออะไร?


วินัยและเดดไลน์จ่ะ555


ด้วยความที่ผลงานชิ้นนี้เราทำกันเป็นทีม ทุกคนต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเองให้ทันเวลา ขาดใครไปไม่ได้เลย ไม่งั้นงานจะไม่สามารถเสร็จออกมาเป็นรูปเล่มได้ ซึ่งน้อง ๆ ในทีมทุกคนไฟแรงมาก ถึงจะมือใหม่เพิ่งเขียนจริงจังครั้งแรก แต่ทุกคนทำออกมาได้ดีมาก ช่วงเราท้อ ๆ กดดันกับงานประจำและงานเขียน เห็นทุกคนฮึดส่งงาน เราเลยต้องฮึดไปด้วย (ในฐานะเมมเบอร์ที่โตสุดในทีม ต้องไม่แพ้น้อง!!)


6. สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้จากงานชิ้นนี้คืออะไร?


หลายอย่างมาก ถ้าตอบในมุมที่ตัวเราได้ มันคือการได้ตกผลึกกับตัวเองตอนเขียน การได้มาร่วมทีมกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ ได้เอเนอจี้ใหม่ ๆ เติมไฟทางจิตวิญญาณสุด ๆ ถึงเราจะมีประสบการณ์ออกหนังสือเป็นของตัวเองมาแล้ว แต่ภูมิใจมากตอนที่ได้จับเล่มหนังสือจริง ฟินมาก ๆ ตอนดมกลิ่นกระดาษ


และหลังจากที่หนังสือขายออกไปจริงจัง ถ้าผู้อ่านได้อะไรสักอย่างจากเรื่องของเรา จะอ่านเพลิน ๆ หรืออะไรก็ตาม ก็คงดีใจมาก ๆ


7. คาดหวังว่าคนอ่านจะได้อะไรจาก นส เล่มนี้ จะด้วยจากเรื่องของเราหรือของคนอื่นรวม ๆ ก็ได้?


อ่านเพลิน ๆ คั่นเวลาเล่นมือถือก็ได้ หรืออ่านแล้วได้แง่มุมเรื่องความเชื่อที่วันนึงเราอาจไม่เชื่อก็ได้


ไม่ว่าคุณจะอ่านแบบไหน ขอให้รื่นรมย์ จอยๆกับหนังสือนะคะ