นี่คืออีกหนึ่งตัวจี๊ดของทีม ที่ชีวิตการเข้ามาในด้อมชูโล่ไม่ถึงปี โลดโผนที่สุด และเขาเลือกจะหยิบเอาเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ มาเล่าให้ฟัง ถึงการไปผจญภัยที่ South Dakota รัฐเดียวกับที่พี่เจม ชี้ดาบ ของพวกเราเพิ่งเขียนหนังสือไปเล่มที่แล้ว แต่ “ต้นไม้” ก็มีเรื่องราวการเรียนรู้ของตัวเอง และสิ่งที่เอากลับมาแชร์ให้คนอื่นในเฉดสีที่ต่างกันออกไป
.
ลองมาคุยกับเขากันสักหน่อย ก่อนจะไปอ่านเรื่องราวความรักของพ่อหนุ่มคนนี้ในหนังสือ
1. คุณเป็นใคร และกลายมาเป็นทีมพังเรนเจอร์ได้ยังไง?
ผมเป็นวัยรุ่นมีความฝันครับ 5555
ตอนช่วงที่เข้ามาในด้อมของชี้ดาบ เป็นช่วงเดียวกับที่กำลังจะไป work ที่ South Dakota เหมือนพี่เจม ก็เลยได้มาแชร์ประสบการณ์กับทุกคน จนโดนชวนมาเขียนหนังสือ
2. ในฐานะที่เป็นแฟนคลับหรือนักอ่านมาก่อน พอต้องมาเป็นคนเขียนหนังสือ
ด้วยตัวเองจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้าง? แล้วหลังเขียนมองหนังสือหรือการเล่าเรื่อง
ของชี้ดาบเหมือนหรือต่างจากเดิมมั้ย?
รู้สึกดีใจแล้วก็ตื่นเต้นมากครับ การได้มาเป็นนักเขียนเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้มาทำ
มุมมองที่มีรู้สึกว่าไม่ต่างจากเดิม กลับกันเลยผมเห็นภาพชัดขึ้นกว่าเดิมถึงแนวทางชี้ดาบที่ทุกคนได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านการเดินทางและเรื่องราวของผู้คนที่แตกต่างกัน
3. ตอนที่รู้ว่าเคาะโจทย์ “การลื่นล้มทางความเชื่อ” เป็นธีมหนังสือเล่มนี้ รู้สึกยังไงบ้าง? และทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ของตัวเองมาเล่า?
รู้สึกว่ายาก เพราะอาจด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ยังไม่ได้พบเจออะไรมามากพอ ทำให้รู้สึกว่ายังไม่ได้เจออะไรที่กระทบกับความเชื่อขนาดนั้น
แต่ลองหยิบเรื่องนี้มาเขียนเพราะพวกเขาคือคนสำคัญและส่งผลต่อความคิดของผม ณ ช่วงเวลานั้นมาก พวกเขายอมรับผมทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนสอนให้ผมรู้จักคำว่า ครอบครัว ในอีกมุมมองที่ไม่ได้มาจากพ่อและแม่
4. หลังจากได้เขียนออกมาแล้ว ได้ตกตะกอนเพิ่มขึ้น หรือพบเจออะไรใหม่ ๆ ในเรื่องนั้นรึเปล่า ที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน?
ได้รู้ว่าทุกครั้งที่ผมย้อนกลับไปมองเรื่องราวในวันนั้นไม่ว่าจะ สุข เศร้า เหงาหรือคิดถึงพวกเขาจะอยู่กับผมที่ตรงนั้นในความทรงจำเสมอ
5. สิ่งที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการสร้างหนังสือเล่มนี้คืออะไร?
การที่ผมกลับไปมองเรื่องราวของพวกเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็ทำให้เกิดหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกัน แล้วก็เขียนไปด้วยความคิดถึง
ซึ่งต้องบาลานซ์ความรู้สึกให้พอดีกับการสื่อสารอย่างชัดเจนด้วย ช่วงแรกนี่ปรับกันอยู่ซักพักเลย
6. สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้จากงานชิ้นนี้คืออะไร?
มิตรภาพครับ ทั้งจากคนในเรื่องของผม และเหล่านักเขียนทุกคน
7. คาดหวังว่าคนอ่านจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?
ในวันที่ท้อ หมดกำลังใจ หรือรู้สึกว่าการไปต่อมันยาก อยากให้เรื่องราวของพวกเราเป็นกำลังใจ เสียหัวเราะและความหวังครับ
แต่เอาจริงแค่อ่านแล้วสนุก ผมว่าหนังสือเล่มนี้ก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้วครับ
.
.
เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริง มักเกิดขึ้นในวันที่เรากล้าก้าวออกจากเซฟโซนไปเจอผู้คนที่ต่างออกไป ติดตามเรื่องราวความรักและความทรงจำที่จะคอยอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า ผ่านตัวอักษรของชายหนุ่มที่ชื่อ ‘ต้นไม้’ …แล้วความเชื่อของคุณจะเปลี่ยนไป แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า จะเป็นใครนั้น มาติดตามกัน จนกว่าจะงานหนังสือ สวัสดีครับ 🙂
