"หนูขอลาออกค่ะ"

ประโยคที่คนทำงานหลายคนอยากพูดใจจะขาด แต่ความกลัวมักจะแทงสวนกลับมาเสมอว่า "แล้วจะเอาอะไรแดก?" แต่สำหรับผู้เขียนคนนี้ เธอเลือกก้าวข้ามกำแพงนั้นเพียงเพราะเสียงเรียกร้องสั้นๆ ว่า "ก็แค่อยากไป"

แต่โชคชะตาก็ดันเล่นตลก... เมื่อความฝันที่จะไปเรียนจีน ดันเกิดขึ้นในยุคโควิด-19 ที่ประเทศปิดตายจนแทบขยับขยับตัวไม่ได้!

เอาหล่ะ ผมพยายามจะเขียนให้ความเห็นเป็นหัวข้อเล็กๆเพื่อให้ทุกคนพยายามนึกภาพตามได้ (มั้งนะ? 🤣)


ความวายป่วงที่กลับกลายเป็นยาใจ

ตั้งแต่การกัดฟันขอเลื่อนทุนเพื่อปฏิเสธการเรียนออนไลน์ (เพราะอยากเหยียบแผ่นดินจริง) ไปจนถึงชะตากรรมในสนามบินและการเดินทางที่ทุลักทุเล กว่าจะถึงหน้าหอพักก็ปาไปสามทุ่ม

แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ของเล่มนี้ เพราะในวันที่ชีวิตเราเริ่ม "ผิดแผน" เรื่องราวความซวยซ้ำซวยซ้อนของผู้เขียน กลับทำหน้าที่เป็นยาใจได้ดีกว่าคำปลอบโยนใดๆ มันบอกเราเงียบๆ ว่า ต่อให้แผนจะพังพินาศแค่ไหน ถ้ายังเดินต่อ ก็ถึงจุดหมายได้เสมอ


เหมือนได้นั่ง "เรียนภาษาจีน" ไปพร้อมๆ กับผู้เขียน

เนื่องจากเป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนได้ทุนไปเรียนที่จีนจริงๆ เราเลยจะได้เห็นบรรยากาศที่แสนจะ เรียลเกิน ในห้องเรียนภาษาจีน ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเจอเพื่อนใหม่หลากหลายสัญชาติ และการได้เรียนรู้ศัพท์แสงหรือสำนวนจีนที่ไม่ได้มีแค่ในหนังสือเรียน มันเป็นความที่แบบตลก เด๋อ ที่ต่างคนต่างพยายามจะสื่อสารท่ามกลางความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในมุมที่ ต่างเป็นคนต่างชาติ และก็ในมุมของคนจีนเอง สำหรับใครที่อยากรู้ว่าคลาสเรียนที่จีนจะต้องเจออะไรบ้าง คิดว่าน่าจะเป็นพาร์ตที่คนอ่านน่าจะชอบแหละครับ


จีนที่ "หน้าข่าว" ไม่เคยบอก

นอกจากเรื่องราวสู้ชีวิตที่เข้มข้นแล้ว ผู้เขียนยังสอดแทรก "เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย" เกี่ยวกับเมืองจีนที่เราไม่เคยรู้มาก่อน (และบางอย่างก็ไม่เคยคิดอยากจะรู้!) มาให้เราอ่านแบบสนุกสนาน

มันคือเกร็ดที่เกิดจากการใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่ข้อมูลจากตำราท่องเที่ยวทั่วไป บางเรื่องอ่านแล้วถึงกับต้องอุทานว่า "ห๊ะ! จีนมีสิ่งนี้ด้วยเหรอ?" หรือ "เห้ย... มีทำไมนะ? 555" ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่อง "กินน้ำร้อนรักษาทุกโรค" (ที่คนจีนจริงจังจนเราอิหยังวะ?) หรือวัฒนธรรมแปลกๆ ใน "สวนสาธารณะ" ที่คนนอกอย่างเรายังต้องตั้งคำถามอยู่ดีว่าเขาทำไปเพื่ออะไร? แม้กระทั่งเรื่องอาหารจีนที่ดูหน้าตาไม่น่าหยิบเข้าปาก และไม่แซ่บเท่าอาหารไทยบ้านเรา


ล้ำจนน่ากลัว vs ความเชื่อดั้งเดิมที่สวนทาง

ความตลกคือ "ความลักลั่น" ของที่นี่ครับ ฝั่งหนึ่งคือ ความเชื่อดั้งเดิม อย่างเรื่องการพกเงินสดที่บ้านเราสอนกันมาตลอดว่าไปไหนต้องมีเงินติดตัวไว้ให้อุ่นใจ เผื่อเหตุฉุกเฉินอย่างน้อยก็มีเงินที่เป็นฟิซิคัลอยู่กับตัว... แต่ที่จีนคือไม่รับเงินสดเลย

ในขณะที่ความเชื่อเดิมของเรายังทำงานอยู่ อีกฝั่งกลับเป็นเทคโนโลยีที่แซงหน้าโลกไปไกล จังหวะที่ผู้เขียนเล่าความ 'งง' ไปพร้อมๆ กับความ 'ทึ่ง' ในระบบการจัดการที่ทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ที่ทำให้เราเห็นมุมมองของจีนที่หน้าข่าวไม่เคยบอก

คือผมไม่อยากสปอยล์เลย (แต่นั่นแหละ ก็หลุดไปแล้วไง!) แต่อยากให้ทุกคนไปลองสัมผัส "ความอิหยังวะ" เหล่านั้นด้วยตัวเองในเล่มเอาเองดีกว่าครับ :P


ไม่ได้แค่ "อ่าน" แต่เหมือนกำลัง "ออกเดินทาง" ไปด้วยกัน

เสน่ห์ของเล่มนี้คือการที่ผู้เขียนซึ่งเป็นคนเงียบๆ อินโทรเวิร์ตสุดๆ กลับมีพลังการสังเกตที่ดึงให้เราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ได้โดยไม่รู้ตัว ความเหงาจับใจและความตลกขบขันสลับกันไปตลอดเล่ม จนรู้สึกเหมือนไม่ได้แค่นั่งอ่านอยู่บ้าน แต่ร่วมชะตากรรมอยู่ที่จีนด้วยกันจริงๆ

และท้ายสุดผมไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ จะป้ายยาให้กับคุณได้มากแค่ไหน...แต่ถ้ากำลังมองหาอะไรที่ทำให้วางความเครียดลงได้ หรืออยากลองมองโลกในมุมที่ต่างออกไป เล่มนี้ตอบโจทย์ครับ


___________________________________

และในช่วงที่ Publish บทความป้ายยาหนังสือ ก็อยู่ในช่วงที่กำลังมี Event งานสัปดาห์หนังสือ

📍บูธ Q10 ชี้ดาบ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54


กับเล่มใหม่ พังเรนเจอร์ : Made In China เพื่อนนักเรียน คนแปลกหน้า และอาอิ๋

ไปหยิบสอยห้อยท้ายกลับบ้าน หรืออยากสั่งออนไลน์ก็ส่งถีงหน้าบ้านเหมือนกันได้ที่

https://real.chidahp.com