ใครจะล่วงรู้ว่า โรงละครเล็กๆที่อยู่ในหมู่บ้านที่เดินทางลำบ๊ากลำบากย่านทาวน์อินทาวน์ ที่ไม่ได้ใกล้ขนส่งสาธารณะใดๆเลย จะมีพลังมากพอที่จะขยี้ความรู้สึกของคนวัย 28 ย่าง 29 ของเราให้แหลกคามือได้อย่างน่าอัศจรรย์ดีว่ะ

ผมเริ่มต้นเดินทางมาดูละครเวทีด้วยอารมณ์ปกติ เพียงแค่อยากมาให้กำลังใจ พี่อาร์มี่ และ พี่เบนซ์ สมาชิกคอมมูนิตี้ ชูโล่ ที่วันนี้พี่ๆ ทั้งสองคนสลับบทบาทมาอยู่เบื้องหลังทีมดนตรี ซึ่งมีส่วนทำให้ละครเวทีเรื่องนี้เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ ผมมาแบบ “เฉยๆ” จริงๆ นะ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรกลับไปมากมาย แค่สงสัยในแว้บแรกที่ก้าวเข้ามาว่า โรงละครเล็กๆ แห่งนี้จะตอบโจทย์ผู้ชมอย่างเราจริงๆ ไหม?

แต่คำตอบที่ได้รับมันรุนแรงกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ

Musical เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ละครเพลงธรรมดาทั่วไป แต่มันจะพาผู้ชมดำดิ่งลึกลงไปหาความซับซ้อนของมนุษย์ผ่านตัวละครคนเดียวกัน แต่แยกออกเป็น 3 ร่าง เหมือนจะชื่อ “ฉัน”

ตัวละครมี 3 ฉัน
ฉันแรก อายุ 16 ปี เด็กหนุ่มไฟแรงที่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ เพียงแค่เราลงมือตั้งใจทำมัน และคิดว่าความพยายามทุกอย่างถ้าเราตั้งใจ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้
.
ฉันที่สอง อายุ 26 ปี เด็กจบใหม่ที่ทำงานมาได้ 3-4 ปี คนที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางทางแยกที่มองไม่เห็นทางออก เขาต้องสับสนและสู้กับตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน ระหว่าง “ความชอบที่ทำแล้วมีความสุข” แต่ต้องยอมอดมื้อกินมื้อ กับ “ความมั่นคง” ที่ต้องแลกมาด้วยการทิ้งสิ่งที่เคยฝันตอนอายุ 16… ในวันที่หันกลับไปมองแล้วเห็นว่าพ่อแม่ก็เริ่มแก่ลงทุกวัน แรงกดดันนี้ทำให้เสียงร้องของเขาในเรื่องสั่นคลอนจนผมรู้สึกเจ็บตาม
.
ฉันที่สาม อายุ 36 ปี คนที่ผ่านการตบตีกับตัวเองในแล้ว และต้องอยู่กับผลลัพธ์นั้นๆ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม สำหรับสายตาของตัวละครดูนิ่ง สุขุม เข้าใจโลก และรู้ว่าควรปรับตัวเข้ากับโลกนี้ในชุดความคิดแบบไหน เป็นเวอร์ชั่นที่ทำให้เราเห็นว่า สุดท้ายเราก็แค่ใจดีกับตัวเอง แล้วก็เดินหน้าต่อไป
.
.

สารภาพตามตรงว่า ตอนที่ตัวละครวัย 26 ระเบิดอารมณ์ออกมา ผมนั่งนิ่งด้วยความเลิ่กลั่กแล้วทำตัวไม่ถูก มันไม่ใช่แค่ว่านักแสดงส่งอารมณ์มาถึงคนดู แต่เหมือนโดนสปอตไลท์สาดเข้ามาที่หน้า แล้วบอกว่า เออ มึงก็เป็นเหมือนกันอะดิ

ภาพสะท้อนตัวเองในวัย 28 ย่าง 29 ที่เพิ่งผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่เรื่องงานหมาดๆ เหมือนกำลังตบตีกับตัวเองเอาตัวเองเข้าไปสวมบทบาทนักแสดงที่ ฝั่งหนึ่ง เสียดายอิสรภาพ และความชอบที่เคยมี ที่เคยคิดอยากทำ แต่มันไม่ทำเงินหรอกนะ กับอีกฝั่งความจริงที่ว่า พ่อแม่แก่ลงทุกวัน และไหนจะภาระหน้าที่ที่วัยผู้ใหญ่อย่างเราก็ต้องเลือก ในโลกของทุนนิยม ยังไงก็ต้องมีปัจจัยเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าอยากจะทำตามความฝัน แต่มันก็ต้องมีเงินก่อนอยู่ดี และวิธีการที่เราจะได้เงิน ก็มีวิธีที่แตกต่างกันออกไป ดั่ง Quote นึงในภาพยนตร์ ‘Human Resource พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา’ ได้บอกไว้ว่า ถ้ายังต้องใช้เงิน .. ก็ต้องตื่นไปให้เขาใช้งาน  แค่อ่านแล้วก็สะดุ้งละ
.
.

Me, Myself and I Musical Review



สุดท้ายนี้… ผมอยากขอบคุณจริงๆ ที่มีละครเรื่องนี้เกิดขึ้นมา ขอบคุณนักแสดงและทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังทุกคนที่ทำให้งานศิลปะชิ้นนี้ออกมา ‘ทัชใจ’ ผมได้มากขนาดนี้

ในฐานะคนดูคนหนึ่ง ผมบอกเลยว่าผมพร้อมและอยากจะเสียเงินให้กับงานศิลปะที่มีคุณค่าแบบนี้อีกหลายๆ ครั้ง เพราะผมเชื่อว่าการสนับสนุนของผู้ซื้อมันคือ แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมละครเวที

ถ้าไม่มีคนทำที่ตั้งใจขนาดนี้ และไม่มีคนดูที่พร้อมจะสนับสนุน งานศิลปะที่ช่วยเยียวยาจิตใจคนแบบนี้ก็คงอยู่ไม่ได้ ขอบคุณ Poems Dimension ด้วยนะฮะ

และขอบคุณตัวเองที่ดั้นด้นฝ่ารถติดทาวน์อินทาวน์มาในวันนี้ 1 Mar 2026 เพราะสิ่งที่ได้รับกลับไป มันคุ้มค่ากว่าค่าตั๋วและค่าเดินทางหลายเท่าตัวจริงๆ

ใคร๊จะไปเชื่อว่าการเดินทางที่เริ่มต้นด้วยความไม่คาดหวัง จะจบลงด้วยการที่ผมต้องเดินออกจากโรงละครมาพร้อมกับเศษเสี้ยวความรู้สึกที่ถูกขยี้จนแหลก… แต่เป็นความแหลกที่ทำให้ผมมองเห็นตัวเองชัดขึ้นกว่าเดิม 🙂

Me, Myself and I Musical Review Image 1