คุณคิดว่าการไปดูงานคณะแพทย์นั้นจะออกมาในรูปแบบไหน การศึกษาว่าคุณหมอเขาเรียนอะไร หรือ เรียนแบบไหน ใช่ค่ะ นั่นคือสิ่งที่หนูได้เจอ และสิ่งนั้นทำให้หนูได้รู้จักคำว่า “ปลง”
.

เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่หนูเข้าไปเยี่ยมเยือนคณะแพทย์ มช. แล้วได้คอนเทนต์ตั้งแต่เหยียบเข้าไปในคณะ คือ ครูแนะแนวพาหนูไปที่ไหนไม่รู้…..ใช่ค่ะตามที่คิดกัน ครูพาหลงในคณะแพทย์ แต่ก็กลับมาได้แบบหวุดหวิด
ครูเล่าระหว่างทางว่า ตอนที่มาปีที่แล้วเขาให้มาประชุมเรื่องการทำพอร์ตที่หอประชุมก่อน แต่ปีนี้เขาให้เข้าห้องดับจิตเลย ครูเลยสับสนเพราะถามอาจารย์หมอแล้วเขาบอกอะไรไม่รู้ครูไม่เข้าใจ
พอมาถึงหน้าห้องดับจิตนั้น หนูเจอนักเรียน 100 ชีวิตที่กำลังรอเพื่อเข้าสู่ห้องห้องนั้น พอถึงเวลาที่กำหนดอาจารย์เลยเรียกให้นักเรียนที่ไปรวมถึงหนูไปทำข้อตกลงกัน ว่าเราจะต้องปฏิบัติตัวยังไงเมื่อเข้าไปห้องนั้น

 

First impression แรกของหนูนั้นคือ “กลิ่นฟลอมารีน”

ใช่ค่ะ — สารที่ฉีดเพื่อสตัฟฟ์ร่างของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ กลิ่นที่แรงเหมือนกับน้ำยาล้างจานซันไลต์
แต่กลิ่นมัน “เหม็นเปรี้ยว” มากกว่านั้นหลายเท่า จนรู้สึกผะอืดผะอม

ภายในห้องมีร่างอาจารย์ใหญ่ประมาณ 20–30 ท่าน และมีร่างอาจารย์ใหญ่ที่ใช้ในการสอน
มีการเลาะหนัง เปิดหน้าท้องของอาจารย์ใหญ่ประมาณ 3 เตียง

หนูได้อยู่กลุ่มที่ 3 เลยได้เข้าไปที่โต๊ะที่วางกระดูกเรียงต่อกัน และมีร่างอาจารย์ใหญ่ที่เป็นกระดูก 2 ท่าน
แขวนไว้เพื่อให้ดูองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ พอไปถึง อาจารย์ก็อธิบายองค์ประกอบของกระดูกมนุษย์
แล้วเสริมว่า กระดูกของคนไทยที่เป็นร่างอาจารย์ใหญ่ที่พวกเราเห็น กับร่างอาจารย์ใหญ่อีกท่านที่เป็นชาวฝรั่ง
มีอะไรที่แตกต่างบ้าง แม้จะเป็นเพศชายเหมือนกัน

ลักษณะที่เห็นได้ชัดระหว่างกระดูกผู้ชายและผู้หญิงเป็นยังไง และอาจารย์ยังอธิบายเกี่ยวกับกระดูกที่แขน
ว่าส่วนไหนทำหน้าที่อะไร (คือมันเยอะจนลืมค่ะ 😅)

แต่พออาจารย์ให้หนูดูหรือหยิบจับร่างอาจารย์ใหญ่ที่เป็นกระดูก
จู่ๆ ก็มีนักเรียนคนนึงที่ถามอาจารย์แพทย์ที่บรรยายเรื่องนี้

แล้วอาจารย์ก็เดินไปที่เตียงเตียงหนึ่ง
แล้วก็กวักมือเรียก

อึ้งแรก ที่เจอคือ อาจารย์ไม่ใส่ถุงมือและแมส
แบบพวกหนูเหมือนอาจารย์ท่านอื่น

อึ้งที่สอง คือ อาจารย์เปิดพลาสติกที่คลุมร่างอาจารย์ไว้
แล้วชี้ๆ จิ้มๆ อวัยวะต่างๆ ในร่างของอาจารย์ใหญ่ท่านนั้น

แต่หนูไม่เห็น เพราะหนูยืนอยู่บนหัวเตียง
แล้วมีอาการผะอืดผะอม อยากอ้วกออกมา แต่ก็กลั้นไว้

อากาศที่ไม่ถ่ายเท เพราะแต่ละเตียงมีนักเรียนห้อมล้อมมากกว่า 30 กว่าชีวิต
ที่แย่งออกซิเจนกันจนหายใจไม่ออก

ความรู้สึกที่อึดอัด และกลิ่นที่รุนแรง
จนไม่อาจจะต้านทานได้ไหว  แต่หนูก็ยังรอดกลับมาได้

ลักษณะอาจารย์ใหญ่ร่างแรกที่หนูได้เจอ คือ หัวแบ่งเป็น 2 ซีก อย่างกับแตงโมแหน่ะ 🍉

พออาจารย์อธิบายเสร็จ หนูก็เลยเดินไปดูเตียงอื่นๆ
จนอาจารย์หมอประกาศเปลี่ยนเตียง

เตียงที่ 2

เตียงที่ 2 ที่หนูต้องไปดูเป็นร่างของอาจารย์ใหญ่ผู้หญิงที่ถูกเปิดหน้าท้อง แล้วอาจารย์ก็เริ่มอธิบายอวัยวะภายในของมนุษย์
แต่หนูก็เป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องกลิ่น เลยเป็นอีกครั้งที่อยากจะอ้วกออกมาอีกรอบ และใช่ หนูอยู่บนหัวเตียงอีกแล้ว
ขณะที่อาจารย์อธิบายอวัยวะต่างๆ หนูรู้สึกไม่ไหว เลยขยับตัวหนีออกห่างจากเตียงเล็กน้อย จำความรู้สึกได้เลยว่าตัวเองมีอาการเหมือนจะหน้ามืด ตาเริ่มพล่ามัว ใจสั่น เหงื่อไหลทั้งที่อยู่ในห้องแอร์
ตอนนั้นเลยเลือกที่จะมองหน้าอาจารย์หมอไว้เยอะๆ เพื่อให้มีสติมากที่สุด จนสุดท้ายอาการกลัวนี้ก็หายไป แต่ทดแทนด้วยอาการปวดไหล่ทั้ง 2 ข้าง
หนูก็ฟังจนจบ ทั้งจับเครื่องในที่อาจารย์ยื่นมาให้ จนมีอวัยวะ 2 ชิ้นที่ประหลาดกว่าอวัยวะปกติ

อย่างแรกคือหัวใจของมนุษย์ ปกติหัวใจจะเท่ากำปั้นก็จริง แต่กำปั้นนั้นจะมีมืออีกข้างคอยห่อหุ้มไว้นั่นเท่ากับหัวใจ 1 ดวงของมนุษย์
แต่หัวใจดวงนี้ที่อาจารย์ให้ดูมันมีขนาดพอๆ กับลูกตะกร้อที่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิดหน่อย
อาจารย์เลยอธิบายว่าอาจารย์ใหญ่ท่านนี้เป็นโรคหัวใจโต ขนาดเลยใหญ่กว่าหัวใจดวงปกติที่เห็นกัน
จากนั้นอาจารย์ก็หยิบตับขึ้นมา ลักษณะนูนๆ บวมๆ ใหญ่พอๆ กับปอด มีขนาดใหญ่กว่าตับที่เห็นในร่างอาจารย์ใหญ่ท่านที่นอนอยู่บนเตียง
แล้วอาจารย์ก็ยกอวัยวะขึ้นมา 1 ชิ้นในร่างอาจารย์ใหญ่แล้วชูขึ้นมาถามนักเรียนที่ล้อมเตียงไว้ว่าคิดว่ามันคืออะไร ทุกคนก็เดาไปต่างๆนาๆ แต่ไม่มีใครตอบถูกสักคน (เอ้า) จนสุดท้ายอาจารย์เฉลยว่ามันคือ ม้าม
แล้วอาจารย์ก็ให้ดูแบบอิสระ หนูก็มองไปรอบๆ แล้วคิดในใจ

“ถ้าอาจารย์ที่เขานอนกันอยู่ลุกขึ้นมามันจะเป็นยังไงวะนั่น… หยุดๆ หยุดคิด”

จากนั้นอาจารย์ก็เรียกให้เปลี่ยนเตียง แต่ว่าหนูไปยืนดูโต๊ะนั้นก่อนหน้านั้นแล้ว


เตียงถัดมา

เตียงนี้อาจารย์ใหญ่จะถูกเลาะหนังออกทั้งหมด เหลือผิวหนังที่เหลืออยู่แค่ 3 จุด แต่ขอไม่อธิบายแล้วกันนะคะว่ามีจุดไหนบ้าง แล้วอาจารย์หมอคนนี้ก็พูดเรื่องกล้ามเนื้อให้ฟัง ว่าส่วนกล้ามเนื้อเป็นยังไง สภาพการถูกผ่าของอาจารย์ใหญ่แต่ละท่านจะดูได้ยังไงว่าถูกนักศึกษาสายสุขภาพสายไหนผ่า แล้วถ้าเป็นเตียงนี้ล่ะ นักเรียนหลายๆคนคิดว่าคณะไหนเป็นผ่า เตียงสุดท้ายที่หนูไปยืนดูนั้นเป็นของ คณะเทคนิคการแพทย์ ส่วนเตียงที่ไปดูมาเตียงที่ 2 คือเตียงของ คณะทันตะ เพราะผ่าเปิดหน้าท้องดูอวัยวะภายใน

แล้วอาจารย์ก็ถามว่า

“หนูเห็นบริเวณข้อมือไหมคะ นักเรียนรู้ไหมว่าทำไมเขาต้องตัดออก?”

ทุกคนก็เดาต่างๆนาๆ ไป อาจารย์เลยเฉลยว่า
“ที่ต้องตัดเพราะว่ามือของอาจารย์ใหญ่จะได้กางออก เพราะปกติถ้าฉีดฟลอมาลีน มืออาจารย์ใหญ่จะหุบเหมือนดอกไม้ตูม แล้วเทคนิคการแพทย์ต้องศึกษากล้ามเนื้อทั่วร่างกายทั้งหน้าและหลัง แต่เตียงที่หนูอยู่กันตอนนี้เป็นเตียงที่อาจารย์ใหญ่กำลังนอนหงาย”
พอจบบรรยายเตียงนี้ อาจารย์ก็ให้ออกจากห้องได้ จะออกไปหรือยังอยู่ต่อก็ได้

แต่หนูยังใจสู้ค่ะ เลยอยู่ต่อ หนูเลยย้ายเตียงไปอีกเตียง คือเตียงที่อาจารย์ใหญ่นอนคว่ำหน้า แล้วก็ยืนดู คนก็เริ่มทยอยออกแล้ว ทิ้งถุงมือกัน แต่หนูก็ยังยืนคุยกับอาจารย์หมออยู่ แล้วก็ยืนฟังเขาพูดไปเรื่อยๆ จนคนเริ่มน้อยลง หนูก็ถอดถุงมือทิ้งแล้วล้างมือ จากนั้นก็ยกมือบอกว่า

“ขอบคุณทั้งอาจารย์ใหญ่และอาจารย์แพทย์นะคะที่ให้ความรู้และประสบการณ์ให้หนู” แล้วหนูก็หายปวดหลังแบบจริงๆจังๆ แล้วก็ยืนคุยกับอาจารย์หมอ ตอนนั้นในห้องเหลือแค่ 6 คนแล้ว ไม่รวมพี่นักศึกษาแพทย์อีก 3 คนที่กำลังผ่าอาจารย์ใหญ่ อยู่ไปสักพักครูก็เข้ามาแล้วหาว่านักเรียนหายไปไหน แล้วครูก็บอกว่า “สักพักเราจะกลับแล้วนะลูก” หนูก็อยู่ต่ออีกไม่ถึงนาทีแล้วค่อยออกไปจากห้อง


หลังจากออกมา

ระหว่างทางกลับโรงเรียนก็ยังไม่ได้คิดอะไรหรอก คิดแค่ว่า “กลิ่นมันติดตัวมาแล้ว ถ้าซักมันจะหายไหม” จนผ่านมาหลายวัน ภาพยังติดตา กลิ่นยังคงลอยนวลอยู่ในโพรงจมูก
สุดท้ายหนูก็ปลงมันได้ ไม่มีกลิ่นอีกต่อไป ไม่มีภาพที่ลอยเข้ามาในหัวอีกต่อไป แต่การที่ภาพหรือกลิ่นลอยเข้ามา มันทำให้หนูตระหนักตลอดว่า สุดท้ายทุกคนก็ตาย
การใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารักมากที่สุด หรือการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า อยู่กับคนที่รัก ใช้เวลาด้วยกันนานๆ
ความตายมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่ในโรงพยาบาลอาจจะมีคนตายเยอะกว่าปกติ
สุดท้ายแล้วหนูก็ชนะความกลัวจากห้องนั้นมาได้ หนูปลงกับความตายที่เคยกลัวในตอนเด็ก
ปลงกับชีวิตที่เป็นอยู่ที่ในบางทีมันไม่ได้ดีเสมอไป
มีชีวิตอยู่เพื่อค้นหาสิ่งต่างๆและช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อต่อสิ่งมีชีวิต
ปลงกับเรื่องบางเรื่องที่มันไม่จำเป็นกับชีวิตตัวเองมากมายขนาดนั้น…..

.
.

บรรยากาศสุดคึกคักภายในห้องดับจิตนั้น ยังไม่คึกคักเท่ากับความคิดหนูในตอนนั้นว่า
ถ้าโตไปแล้วเราบริจาคร่างกาย หรือแม้กระทั่งผู้ปกครองของหนูที่บริจาคร่างกายแก่สถาบันแพทย์ก็ตาม
สุดท้ายไม่ว่าเราจะตายแล้วร่างเราไปไหนต่อ เราก็ต้องปลงกับมัน ไม่ว่าจะชีวิต หรือแม้กระทั่งสังขารของตน
ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาแค่ไหน หนูก็ยังจำเหตุการณ์ กลิ่น บรรยากาศรอบด้านของห้องดับจิตนั้นได้เสมอ
ประสบการณ์นี้จะถูกบันทึกไว้ในความจำระยะยาว และจะคงอยู่ตลอดไป แม้ว่าหนูจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม……