ถ้าให้เราลองนั่งนึกถึงเหตุการณ์ฝังใจในชีวิต
เรื่องที่เรารู้ดีว่า ไม่มีทางย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว
ทุกคนนึกถึงอะไรขึ้นมาครับ
แล้วมันใช้เวลานานแค่ไหน
กว่าเราจะยอมรับว่าเรื่องบางอย่าง เราไม่มีวันกลับไปเปลี่ยนมันได้เลย
ช่วงที่ผ่านมา ผมมีโอกาสที่ดูซีรี่ย์ดราม่าญี่ปุ่นเรื่องนึงชื่อ 「1リットルの涙」ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คงประมาณว่า “1 ลิตรของน้ำตา” ฟังดูแล้วก็เป็นชื่อที่แปลกดีนะครับ คนเราจะร้องไห้กับเรื่องหนึ่ง จนน้ำตาที่ไหลออกมาเปรียบได้กับปริมาตรถึง 1 ลิตรนี่.. มันต้องเป็นเรื่องแบบไหนกันนะ
เพื่อให้ได้อรรถรสมากขึ้น ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้ พาทุกคนไปรู้จักกับ “อายะ” หญิงสาวผู้เป็นตัวละครหลักของเรื่องนี้ ผ่านการเล่าเรื่องย่อสั้น ๆ ของซีรี่ย์นี้ (จะพยายามไม่สปอยมากจนเกินไป เผื่อใครอยากไปติดตามต่อ)
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการเปิดตัวของอายะ หญิงสาวอายุ 15 ปี เป็นพี่สาวคนโตสุดของน้อง ๆ อีก 3 คน อายะเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียน ม.ปลาย ชื่อดังได้ ได้รับคัดเลือกเข้าทีมนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียน ซึ่งหนึ่งในสมาชิกเป็นรุ่นพี่ที่อายะแอบชอบอยู่ด้วย
ฟังดูก็มีความสุขดีนี่นา หรือน้ำตาในชื่อเรื่องจะเป็นน้ำตาแห่งความสุขกันนะ?
จริง ๆ ผมเล่าข้ามมาเล็กน้อย
ในซีรี่ย์ เราจะเห็นพฤติกรรมของอายะที่เหมือนจะแปลกไปจากปกติ อายะเดินแล้วสะดุดล้มบ้าง จับตะเกียบคีบอาหารก็ดูทำไม่ถนัดมือ บางครั้งมีอาการตาพร่ามัวเล็กน้อย
จนกระทั่งวันหนึ่ง.. อายะที่กำลังเดินไปโรงเรียนเกิดสะดุดล้มลงไปที่พื้นถนน จนมีเลือดออกที่ใบหน้าและต้องนำส่งโรงพยาบาล
ระหว่างพาไปพบคุณหมอ คุณแม่ของอายะซึ่งทำงานเป็นพยาบาล ก็สังเกตเห็นว่า มือของอายะไม่มีรอยถลอกอะไรเลย
มาถึงจุดนี้ ทุกคนอาจจะคิดว่า มันก็ดีแล้วนี่... ไม่มีแผลที่มือ
ผมอยากให้ทุกคนลองนึกเวลาเราสะดุดล้ม ปกติร่างกายของเราจะมีปรากฏการณ์ที่สั่งการตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงอยู่ เราเรียกสิ่งนี้ว่า "reflex"
เช่น ถ้าเรานึกถึงเวลาเราเอามือไปแตะกาน้ำร้อนที่ร้อนมาก ๆ แน่นอนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มือเป็นอันตรายจากความร้อน ร่างกายเราฉลาดครับ ตัวไขสันหลัง (spinal cord) ที่อยู่ในกระดูกสันหลังของเราจะสั่งการให้เรากระตุกมือกลับในทันที ป้องกันไม่ให้มือของเราบาดเจ็บ
เวลาเราล้มก็เช่นกัน ปกติร่างกายของเราจะสั่งให้มือของเราค้ำยันไม่ให้ใบหน้าหรือส่วนศีรษะของร่างกายได้รับอันตราย แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีของอายะ
คุณแม่ที่เห็นอย่างนั้นจึงขอปรึกษากับคุณหมอเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ที่ดูผิดปกตินี้ และคุณหมอก็มีการตรวจร่างกายของอายะเพิ่มเติม รวมถึงส่งวินิจฉัย MRI ร่วมด้วย
จากผลการตรวจในครั้งนั้น ทำให้ชีวิตของอายะ.. ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อายะได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคที่มีชื่อว่า "Spinocerebellar degeneration (SCD)" ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่ค่อย ๆ ทำให้ร่างกายสูญเสียการควบคุมการเคลื่อนไหวไปทีละน้อย แม้ว่าโรคนี้จะไม่ได้กระทบกับสมองส่วนที่ใช้คิดประมวลผลเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มเดินลำบากขึ้น ใช้มือหยิบจับอะไรไม่ถนัดเหมือนเคย จนถึงไม่สามารถขยับปากเพื่อพูดในสิ่งต้องการได้
แล้วโรคนี้… มันรักษาให้หายได้ไหมนะ??
นั่นคือประเด็นของเรื่องนี้ครับ
โรคที่อายะเป็นนี้ เป็นโรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด (แม้แต่ในปัจจุบันที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ก็ตาม)
ลองนึกภาพดูนะครับ ว่าวันนึง เราได้รับรู้ว่า “จากนี้ไป ร่างกายของเราจะค่อย ๆ แย่ลงเรื่อย ๆ”
ไม่มีอะไรที่เราทำได้เพื่อหยุดมัน อย่างมาก.. ก็แค่ชะลอให้มันช้าลง
แต่สุดท้ายวันนั้นก็จะมาถึงอยู่ดี
วันที่เราสูญเสียการควบคุมร่างกายของเราเองไป
ตอนที่ผมนั่งดูซีรี่ย์เรื่องนี้ ผมก็มีโอกาสได้กลับมานั่งคิดกับตัวเองเล็ก ๆ
ถ้าเป็นเราเอง เราจะรับมือกับเรื่องนี้ได้แค่ไหนกันนะ
เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรในวันที่เรารู้ว่า อนาคตของเรากำลังค่อย ๆ ถูกพรากไปทีละนิด
และยิ่งกว่านั้น ชีวิตวัยรุ่นของเราที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น กลับต้องหายไปเพราะโรคที่เราไม่ได้เลือกให้เกิดขึ้นกับเรา
คำถามถัดมาคือ
แล้วเราจะใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะยอมรับว่าเราไม่อาจกลับไปเปลี่ยนแปลงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาได้
เพราะในความเป็นจริง เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับอายะ
ทุกคนต่างก็มี “เรื่องบางอย่าง” ในชีวิต ที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้อีกแล้ว
พอกลับมามองที่ชื่อเรื่องอีกครั้ง
“1 ลิตรของน้ำตา” อาจไม่ได้หมายถึงปริมาณน้ำตาจริง ๆ
แต่มันอาจเป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่เราต้องเสียน้ำตาไปมากกว่านั้นเสียอีก
กว่าที่เราจะค่อย ๆ ยอมรับ กว่าที่เราจะเริ่มเข้าใจ
และกว่าที่เราจะสามารถกลับมาพูดคุยกับคนรอบข้างได้
โดยที่หัวใจของเราไม่พังลงเหมือนเดิมอีกครั้ง
บางที… เราเองก็อาจมี “เรื่องราวของน้ำตา 1 ลิตร” ในแบบของตัวเองเหมือนกัน
แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน… กว่าจะอยู่กับมันได้
ปล. อันนี้เป็นงานเขียนของผมอันแรกที่ลงใน playground ถ้าชอบตรงไหนหรือมีอะไรเสนอก็แนะนำมาได้เลยครับ
ปล.2 เรื่องนี้มีอะไรให้ reflect เยอะมาก (ก ล้านตัว) แต่อันนึงที่น่าสนใจก็คงเป็นเรื่องการที่เรายอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เพราะคิดว่าทุกคนน่าจะ relate กับสิ่งนี้ดี และเผื่อจะมีใครได้ลองไปนั่ง reflect เรื่องนี้เองเพิ่มเติม เผื่อจะพบคำตอบของเรื่องราวในอดีตที่ค้างคาใจอยู่ก็ได้
ปล.3 ซีรี่ย์เรื่องนี้เป็น adaptation มาจากหนังสือในชื่อเดียวกัน แต่เนื้อหาในหนังสือจะเป็นไดอารี่ของตัวอายะเองที่เขียนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นจริง ๆ ส่วนของซีรี่ย์จะมีการแทรกประเด็นอย่างอื่นมามากขึ้น เช่น เรื่องเพื่อน เรื่องคนที่รัก เรื่องครอบครัว ผมเองชอบตัวซีรี่ย์นะครับ คิดว่าพอแทรกมุมอื่นเข้ามา มันทำให้เรื่องราวนี้มีมิติมากขึ้น และก็ทำให้เราเข้าใจไปด้วยว่าเวลาคนนึงป่วย มันก็กระทบคนรอบข้างไปด้วยเหมือนกัน
ปล.4 ซีรี่ย์เรื่องนี้กำลังจะมีหนังภาคต่อ คาดว่าจะเข้าฉายในโรงช่วงปีหน้า (ค.ศ. 2027) ถ้าใครสนใจก็ลองไปติดตามดูซีรี่ย์ก่อนได้ครับ น่าจะได้มุมมองอะไรเยอะขึ้นเลยจากใจคนที่ดูจบแล้ว